Services

ศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตา/ตาตก/กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Upper blepharoplasty) 

ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง(Eye ptosis) พบได้ตั้งแต่แรกเกิด (Congenital ptosis) หรืออาจจะเกิดเกิดขึ้นตามอายุที่เยอะขึ้น (Senile ptosis) ซึ่งจะส่งผลให้วิสัยทัศน์ไม่ดี เนื่องจากชั้นตาที่อ่อนแรงจะตกลงมาปกคลุมบริเวณตาดำ ทำให้มองเห็นไม่ชัด ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องยกคิ้วตลอดเวลาเพื่อช่วยในการลืมตา ทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหน้าผากรวมถึงเสียบุคลิก

1) บริการนี้คืออะไร? (What is it?)

การทำศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตา  คือการผ่าตัดบริเวณตาบน โดยจะเข้าไปแก้ไขที่กล้ามเนื้อ Levator muscle เพื่อให้กล้ามเนื้อตาสามารถทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถลืมตาได้โตขึ้น มองเห็นชัดเจนขึ้น

2) เหมาะกับใคร? (Who is it for?)

บริการนี้ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีลักษณะทางกายภาพ ดังนี้:

  • ผู้ที่มีหนังตาตก เปลือกตาบนตกคลุมตาดำเยอะ ทำให้เวลาลืมตาต้องยักคิ้วช่วย หรือใช้การเงยหน้าในการช่วยลืมตา
  • ผู้ที่มีชั้นตาใหญ่ (Levator dehiscend) ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อยกตายืด ทำให้ดูตาเหนื่อยและไม่สดใส
  • ผู้ที่มีชั้นตาไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเกิดจากปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไม่เท่ากัน
  • ผู้ที่มีรอยย่นหน้าผากเยอะ อาจต้องระวังว่าเกิดจากการที่คิ้วพยายามยกชั้นตาที่ตก ทำให้เกิดริ้วรอยที่ลึกและถาวร

3) จุดเด่นของบริการนี้ (Benefits)

  • ออกแบบชั้นตาตามความต้องการของคนไข้เป็นหลัก โดยเป็นการออกแบบร่วมกับคุณหมอเพื่อให้ไดชั้นตาที่เหมาะสมกับการใช้ในชีวิตประจำวัน
  • เทคนิคแก้ไขกล้ามเนื้อเฉพาะตัวของคุณหมอ ที่จะทำให้หลังผ่าตัดมีอาการบวมน้อยพักฟื้นไม่นาน
  • การดูแลที่ใส่ใจ คุณหมอจะประเมินเองทุกเคส บอกข้อดีข้อเสียของการเลือกวิธีต่างๆ และตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด

4) ขั้นตอนการทำ (Procedure)

  1. Consultation: ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเนื้อส่วนเกิน ดีไซน์ชั้นตาและทรงตาที่ต้องการ (ชั้นเล็ก, ชั้นกลาง หรือ ชั้นใหญ่)
  2. Design & Cleansing: แพทย์วาดแนวแผลก่อนผ่าตัดและทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  3. Anesthesia: การระงับความรู้สึกด้วยยาชาเฉพาะจุด 
  4. The Surgery: เริ่มการผ่าตัดตามเทคนิคที่เลือก
  5. Stitching: เย็บแผลด้วยไหมเล็กพิเศษ เพื่อให้เห็นรอยแผลเป็นน้อยที่สุด
  6. Recovery: พักฟื้นในห้องรับรองประมาณ 30 นาทีเพื่อสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

5) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Results)

  • 1-3 วันแรก: จะมีความบวมช้ำบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นอาการปกติ
  • 6-7วัน: ตัดไหม ระยะนี้ชั้นตาจะเริ่มยุบบวม 
  • 1 เดือน: อาการบวมลดลงกว่า 80% ชั้นตาเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • 3 เดือน: ชั้นตาเข้าที่ จะเห็นรูปร่างชั้นตาที่แท้จริง

6) ดูแลหลังทำ (Aftercare) – “ข้อควรรู้หลังทำแก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง”

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดโอกาสติดเชื้อ

  • การทำความสะอาด: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดคราบเลือดบริเวณแผล ให้แผลสะอาด เห็นฝีเย็บ ไม่มีคราบเลือดเกาะ
  •  การประคบ: ประคบเย็นรอบๆดวงตาใน 2 วันแรก จากนั้นเริ่มประคบอุ่นในวันที่ 4 เพื่อลดรอยช้ำ
  •  ท่านอน: ควรนอนหนุนหมอนสูง (ท่ากึ่งนั่ง) เพื่อลดอาการบวมในช่วง 1 สัปดาห์แรก
  •  งดพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแรงๆ และการออกกำลังกายที่ทำให้หน้าแดงหรือมีความดันสูง

7) ความปลอดภัยและข้อควรระวัง (Safety)

  •  การเตรียมตัว: งดยาวิตามิน อาหารเสริม และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น Aspirin, Fish Oil) 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
  •  ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือมีภาวะตาแห้ง ควรทานยาแก้แพ้ควบคู่ก่อนและหลังรับบริการ
  •  มาตรฐาน: ฮารุคลินิกเลือกใช้ไหมคุณภาพดี ที่มีขนาดเล็กพิเศษในการฟิกชั้นและเย็บแผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถาวรและสวยงามที่สุด

8) เวลาในการทำ / พักฟื้น (Recovery)

  • ระยะเวลาการผ่าตัด: 45 – 60 นาที
  •  การพักฟื้น: สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังทำ 3-5 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงที่ที่มีแสงแดดจ้า ฝุ่นหรือควันเยอะ

9) ราคา (Pricing)

  •  แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Upper blepharoplasty): เริ่มต้น ฿35,000
  •  งานแก้ (ขึ้นอยู่กับความยากง่าย): สอบถามประเมินราคาฟรี
  •  หมายเหตุ: ราคารวมค่ายาพื้นฐานและการติดตามผลแล้ว

10) รีวิวผู้ใช้จริง (Before–After)

(พื้นที่สำหรับแสดงภาพความประทับใจจากคนไข้ ฮารุคลินิก โคราช – แนะนำให้ใส่ภาพที่มีหลายมุมมองเพื่อความโปร่งใส)

11) คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: ผ่าตัดยกกล้ามเนื้อตาเพื่อปรับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา ร่วมกับการทำตาสองชั้น

A: ส่วนใหญ่บวมมากในช่วง 3-5 วันแรก และจะเริ่มยุบลงจนสามารถแต่งหน้าไปทำงานได้ใน 14 วัน

A: เมื่อมีอาการหนังตาตก ลืมตาไม่เต็มที่ มองเห็นไม่ชัดเจน จนทำให้ไม่มั่นใจในบุคลิกภาพ

A: หลังจากตัดไหม (ปกติ 7-14 วัน) สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกควรซับหน้าให้แห้งเบาๆ

A: ทานได้ครับ แพทย์จะจัดยาแก้ปวดและลดบวมให้หลังการผ่าตัดอยู่แล้ว

A: ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า 10ปี หรือว่าถาวรหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงของชั้นหนังตา/กล้ามเนื้อในอนาคต

ศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตา/ตาตก/กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Upper blepharoplasty)  Read More »

ศัลยกรรมตาสองชั้น (Upper blepharoplasty) 

การทำศัลยกรรมตาสองชั้น นอกจากจะเป็นการศัลยกรรมเพื่อความสวยงามทำให้ตากลมโตดูสดใสแล้ว ในเคสที่มีภาวะหนังตาบนเกินหรือไขมันชั้นตาหนา การทำศัลยกรรมตาสองชั้นก็สามารถตัดหนังส่วนเกินและจัดเรียงไขมัน เพื่อให้ได้ชั้นตาที่สวยงามและดูอ่อนเยาว์ได้

1) บริการนี้คืออะไร? (What is it?)

ศัลยกรรมตาสองชั้น  คือการผ่าตัดบริเวณตาบนเพื่อให้ได้ชั้นที่สวยงามเปิดกว้างนอกจากนี้ยังสามารถตัดหนังส่วนเกินที่ห้อยลงมาปิดบังวิสัยทัศน์ รวมถึงจัดเรียงไขมันได้อีกด้วย

  • เทคนิคกรีดสั้น : ป็นการกรีดแผลสั้นเพื่อฟิกชั้นตา เหมาะในเคสผู้ป่วยอายุน้อยที่ต้องการมีตาสองชั้นที่ดูกลมโต
  • เทคนิคกรีดยาว : เป็นการกรีดแผลยาวที่นอกจากจะช่วยในการฟิกชั้นได้แล้ว ยังช่วยในการตัดหนังส่วนเกินและจัดเรียงไขมันได้อีกด้วย เหมาะในเคสผู้ป่วยที่ต้องการตกแต่งหนังตา หรือต้องการจัดเรียงไขมันชั้นตาที่ทำให้ชั้นตาดูหนา

2) เหมาะกับใคร? (Who is it for?)

  • บริการนี้ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีลักษณะทางกายภาพ ดังนี้:
  • ผู้ที่มีตาชั้นเดียวและต้องการที่จะมีตาสองชั้น
  • ผู้ที่มีชั้นตาเล็ก หนังตาด้านข้างห้อยตกลง ต้องการที่จะมีชั้นตาที่ดูใหญ่ขึ้นและเปิดหาง เพื่อความอ่อนเยาว์
  • ผู้ที่มีชั้นตาหนา จากการที่มีไขมันบริเวณหนังตาบนเยอะ ทำให้แต่งหน้าแล้วดูตาบวม ไม่มั่นใจ

ผู้ที่มีชั้นตาไม่เท่ากัน ต้องการปรับแต่งให้ชั้นตาเท่ากันมากขึ้น

3) จุดเด่นของบริการนี้ (Benefits)

  • ออกแบบชั้นตาตามความต้องการของคนไข้เป็นหลัก โดยเป็นการออกแบบร่วมกับคุณหมอเพื่อให้ได้ชั้นตาที่เหมาะสมกับการใช้ในชีวิตประจำวัน
  • เทคนิคเฉพาะตัวของคุณหมอ ที่จะทำให้หลังผ่าตัดมีอาการบวมน้อยพักฟื้นไม่นาน
  • การดูแลที่ใส่ใจ คุณหมอจะประเมินเองทุกเคส บอกข้อดีข้อเสียของการเลือกวิธีต่างๆ และตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด

4) ขั้นตอนการทำ (Procedure)

  1. Consultation: ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเนื้อส่วนเกิน ดีไซน์ชั้นตาและทรงตาที่ต้องการ (ชั้นเล็ก, ชั้นกลาง หรือ ชั้นใหญ่)
  2.  Design & Cleansing: แพทย์วาดแนวแผลก่อนผ่าตัดและทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  3. Anesthesia: การระงับความรู้สึกด้วยยาชาเฉพาะจุด 
  4.  The Surgery: เริ่มการผ่าตัดตามเทคนิคที่เลือก
  5.  Stitching: เย็บแผลด้วยไหมเล็กพิเศษ เพื่อให้เห็นรอยแผลเป็นน้อยที่สุด
  6.  Recovery: พักฟื้นในห้องรับรองประมาณ 30 นาทีเพื่อสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

5) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Results)

  • 1-3 วันแรก: จะมีความบวมช้ำบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นอาการปกติ
  • 6-7วัน: ตัดไหม ระยะนี้ชั้นตาจะเริ่มยุบบวม 
  • 1 เดือน: อาการบวมลดลงกว่า 80% ชั้นตาเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • 3 เดือน: ชั้นตาเข้าที่ จะเห็นรูปร่างชั้นตาที่แท้จริง

6) ดูแลหลังทำ (Aftercare) – “ข้อควรรู้หลังทำตาสองชั้น”

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดโอกาสติดเชื้อ

  • การทำความสะอาด: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดคราบเลือดบริเวณแผล ให้แผลสะอาด เห็นฝีเย็บ ไม่มีคราบเลือดเกาะ
  •  • การประคบ: ประคบเย็นรอบๆดวงตาใน 2 วันแรก จากนั้นเริ่มประคบอุ่นในวันที่ 4 เพื่อลดรอยช้ำ
  •  • ท่านอน: ควรนอนหนุนหมอนสูง (ท่ากึ่งนั่ง) เพื่อลดอาการบวมในช่วง 1 สัปดาห์แรก
  •  • งดพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแรงๆ และการออกกำลังกายที่ทำให้หน้าแดงหรือมีความดันสูง

7) ความปลอดภัยและข้อควรระวัง (Safety)

  • การเตรียมตัว: งดยาวิตามิน อาหารเสริม และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น Aspirin, Fish Oil) 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
  • ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือมีภาวะตาแห้ง ควรทานยาแก้แพ้ควบคู่ก่อนและหลังรับบริการ
  • มาตรฐาน: ฮารุคลินิกเลือกใช้ไหมคุณภาพดี ที่มีขนาดเล็กพิเศษในการฟิกชั้นและเย็บแผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถาวรและสวยงามที่สุด

8) เวลาในการทำ / พักฟื้น (Recovery)

  • ระยะเวลาการผ่าตัด: 45 – 60 นาที
  • การพักฟื้น: สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังทำ 3-5 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงที่ที่มีแสงแดดจ้า ฝุ่นหรือควันเยอะ

9) ราคา (Pricing)

  •  ทำตาสองชั้นกรีดสั้น (Short scar upper blephatoplasty): เริ่มต้น ฿15,000
  •  ทำตาสองชั้นกรีดยาว (Upper blepharoplasty): เริ่มต้น ฿20,000
  •  งานแก้ (ขึ้นอยู่กับความยากง่าย): สอบถามประเมินราคาฟรี
  •  หมายเหตุ: ราคารวมค่ายาพื้นฐานและการติดตามผลแล้ว

10) รีวิวผู้ใช้จริง (Before–After)

(พื้นที่สำหรับแสดงภาพความประทับใจจากคนไข้ ฮารุคลินิก โคราช – แนะนำให้ใส่ภาพที่มีหลายมุมมองเพื่อความโปร่งใส)

11) คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: มี 2 เทคนิคหลักๆ 1.เทคนิคกรีดสั้น จะกรีด 1-2 ซม. และ 2.เทคนิคกรีดยาว จะกรีด2.5 ซม.และสามารถตัดไขมันและหนังส่วนเกินออกได้ด้วย

A: ส่วนใหญ่บวมมากในช่วง 3-5 วันแรก และจะเริ่มยุบลงจนสามารถแต่งหน้าไปทำงานได้ใน 14 วัน

A: ขึ้นอยู่กับลักษณะตาแต่ละบุคคล เทคนิคกรีดสั้น จะเหมาะกับคนตาชั้นเดียว ชั้นตาหลบใน และเทคนิคกรีดยาวจะเหมาะกับคนหนังตาตก มีไขมันเยอะ หนังตาหย่อนคล้อย

A: หลังจากตัดไหม (ปกติ 7-14 วัน) สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกควรซับหน้าให้แห้งเบาๆ

A: ทานได้ครับ แพทย์จะจัดยาแก้ปวดและลดบวมให้หลังการผ่าตัดอยู่แล้ว

A: ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า 10ปี หรือว่าถาวรหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงของชั้นหนังตา/กล้ามเนื้อในอนาคต

ศัลยกรรมตาสองชั้น (Upper blepharoplasty)  Read More »

ศัลยกรรมตัดปีกจมูก (Alarplasty) 

ที่ ฮารุคลินิก โคราช เราให้ความสำคัญกับความสมดุลของใบหน้า การตัดปีกจมูกไม่ใช่แค่การทำให้เล็กลงที่สุด แต่คือการออกแบบให้รับกับสันจมูกและรูปหน้าโดยรวม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติ และซ่อนรอยแผลอย่างประณีต

1) การตัดปีกจมูก คืออะไร? 

การตัดปีกจมูก (Alarplasty) คือ ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อลดความกว้างของปีกจมูกและปรับขนาดรูจมูกให้เล็กลง เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อปีกจมูกเยอะ หรือปีกจมูกบานออกด้านข้าง ทำให้จมูกดูใหญ่และใบหน้าขาดมิติ

ตัดปีกจมูกช่วยอะไร?

การผ่าตัดนี้จะช่วยให้ฐานจมูกดูแคบลง ส่งผลให้สันจมูกดูโด่งและเรียวขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยแก้ปัญหาหน้าดูแบนหรือจมูกดูโต ให้ใบหน้าดูหวานและละมุนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

2) เหมาะกับใคร?

การตัดปีกจมูก เหมาะกับผู้ที่มีปัญหา เรื่องโครงสร้างจมูกส่วนล่าง ดังนี้:

  • คนที่มีปีกจมูกบาน: ปีกจมูกกางออกด้านข้างชัดเจน โดยเฉพาะเวลาแสดงสีหน้าหรือยิ้ม
  • คนที่มีรูจมูกกว้าง: รูจมูกใหญ่ หรือรูจมูกไม่ได้รูปทรงที่สวยงาม
  • คนที่มีเนื้อปีกจมูกหนา: ทำให้จมูกดูเทอะทะ ไม่เรียว
  • คนที่เสริมจมูกแล้วแต่ยังดูไม่เรียว: บางครั้งการเสริมซิลิโคนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การตัดปีกร่วมด้วยจะช่วยให้ทรงสวยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

3) จุดเด่นของการตัดปีกจมูกที่ ฮารุคลินิก

ทำไมต้องเลือกตัดปีกจมูกที่ฮารุคลินิก โคราช?

  • เทคนิคซ่อนรอยแผล (Hidden Scar): แพทย์เย็บเก็บรอยแผลไว้บริเวณร่องพับปีกจมูก ทำให้รอยแผลเนียนไปกับผิวตามธรรมชาติ สังเกตเห็นได้ยาก
  • ออกแบบเคสต่อเคส: ไม่ตัดจนลีบแบน แพทย์จะประเมินการหายใจและความสมดุลเป็นหลัก
  • หายใจได้สะดวกปกติ: เน้นความสวยงามควบคู่กับฟังก์ชันการใช้งาน ไม่กระทบทางเดินหายใจ

4) ขั้นตอนการทำ

  1. ปรึกษาและออกแบบ: แพทย์ประเมินเนื้อจมูก วัดสัดส่วน และตกลงทรงที่ต้องการกับคนไข้
  2. เตรียมบริเวณผ่าตัด: ทำความสะอาดใบหน้าและโพรงจมูกเพื่อฆ่าเชื้อ
  3. ระงับความรู้สึก: ใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณปีกจมูก (เจ็บนิดเดียวตอนฉีดยา)
  4. ทำการผ่าตัด: แพทย์จะตัดแต่งเนื้อเยื่อส่วนเกินออกและจัดทรงปีกจมูกใหม่ ตามเทคนิคที่วางแผนไว้
  5. เย็บแผล: เย็บปิดแผลด้วยความละเอียดประณีต เพื่อให้รอยเย็บนั้นเรียบเนียนที่สุด
  6. ดูแลหลังทำ: เช็ดทำความสะอาดแผล และรับยาพร้อมคำแนะนำการดูแลตัวเอง

5) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

  • เห็นผลทันที: รูปทรงจมูกจะดูแคบลงทันทีหลังทำเสร็จ
  • ระยะเวลาตัดไหม: ปกติจะนัดตัดไหมในช่วง 7–14 วัน
  • เข้าที่สมบูรณ์: อาการบวมจะลดลงจนเป็นปกติ และรอยแผลจางลงจนแทบมองไม่เห็นในช่วง 1–3 เดือน
  • ผลลัพธ์: ได้ทรงจมูกที่เรียวขึ้น รูจมูกสวยขึ้น และอยู่ได้ถาวร

6) ดูแลหลังทำ (Aftercare)

ข้อควรรู้และการดูแลหลังตัดปีกจมูก เพื่อให้แผลสวยและหายไว:

  • การทำความสะอาด: ใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดแผลเบาๆ เช้า-เย็น ห้ามให้แผลโดนน้ำประปาในช่วง 3-7 วันแรก
  • การขยับปาก: พยายามงดการยิ้มกว้าง หัวเราะแรง หรืออ้าปากกว้างเกินไปในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันแผลปริ
  • อาหาร: งดอาหารหมักดอง อาหารรสจัด อาหารทะเล และแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อลดการบวมและคันแผล
  • ยา: ทานยาแก้อักเสบและลดบวมตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • แผลเป็น: เมื่อแผลแห้งสนิท สามารถทายาลดรอยแผลเป็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์

7) ความปลอดภัยและข้อควรระวัง

  • ความเสี่ยง: อาจเกิดรอยแผลเป็นนูน (คีย์ลอยด์) ได้ในบางรายขึ้นอยู่กับสภาพผิว แต่สามารถป้องกันและรักษาได้
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรตัดปีกจมูกออกมากเกินไปจนรูจมูกตีบแคบ เพราะอาจส่งผลต่อการหายใจได้ (แพทย์ที่ฮารุคลินิกจะให้ความสำคัญจุดนี้มาก)
  • ผู้ที่ควรปรึกษาแพทย์เป็นพิเศษ: ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือมีประวัติเป็นแผลเป็นนูนง่าย

8) เวลาในการทำ / พักฟื้น

  • ระยะเวลาผ่าตัด: ใช้เวลาประมาณ 45 – 60 นาที
  • การพักฟื้น: ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่คลินิก ทำเสร็จสามารถขับรถกลับบ้านได้
  • การทำงาน: สามารถไปทำงานได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น (อาจมีพลาสเตอร์ปิดแผลเล็กน้อย) หรือหากต้องการพัก แนะนำพัก 1-2 วัน

9) ราคา (Pricing)

ราคาการตัดปีกจมูกที่ ฮารุคลินิก โคราช เน้นความคุ้มค่าและโปร่งใส:

  • ราคาตัดปีกจมูก (Alarplasty): เริ่มต้น 15,000 บาท

(ราคานี้รวมค่ายาและชุดทำแผลแล้ว กรุณาทักแชทเพื่อเช็กโปรโมชั่นล่าสุด)

10) คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: เจ็บเฉพาะตอนฉีดยาชาครับ หลังจากยาชาออกฤทธิ์แล้ว ระหว่างทำจะไม่รู้สึกเจ็บเลย

A: ทำได้และแนะนำให้ทำพร้อมกัน การทำพร้อมกันจะช่วยให้ทรงจมูกออกมาสวยสมบูรณ์แบบในครั้งเดียว และเจ็บตัวครั้งเดียว ดูแลรักษาทีเดียว

A: การตัดปีกจมูกเป็นการตัดเนื้อเยื่อออกถาวร ปีกจมูกจะไม่กลับมาบานเท่าเดิมแน่นอน

A: แพทย์จะซ่อนรอยแผลไว้ที่ร่องแก้มและร่องปีกจมูก (Alar crease) เมื่อหายดีแล้ว รอยแผลจะกลมกลืนไปกับรอยพับผิวหนังตามธรรมชาติ

A: สามารถแต่งหน้าเว้นบริเวณแผลได้ทันทีครับ ส่วนบริเวณแผลแนะนำให้รอตัดไหมและแผลแห้งสนิทก่อน (ประมาณ 1-2 สัปดาห์)

ศัลยกรรมตัดปีกจมูก (Alarplasty)  Read More »

ศัลยกรรมเสริมจมูก (Rhinoplasty)

การเสริมจมูกไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสูงของสันจมูกเท่านั้น แต่คือศิลปะการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุล (Facial Harmony) ให้กับใบหน้าในทุกองศา ไม่ว่าจะเป็นมุมหน้าตรง มุมข้าง หรือมุมเสย ที่ฮารุคลินิก เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์โครงสร้างเดิมของคนไข้แบบ Case-by-Case เพื่อผลลัพธ์ที่ดูสวยและเป็นธรรมชาติ

1) บริการศัลยกรรมเสริมจมูกคืออะไร? (What is Rhinoplasty)

การเสริมจมูก (Rhinoplasty) คือ การผ่าตัดตกแต่งรูปทรงจมูกเพื่อความสวยงามและ/หรือการแก้ไขการใช้งาน โดยที่ฮารุคลินิกเรามีเทคนิคที่ครอบคลุมทุกปัญหาโครงสร้าง ดังนี้:

  • เทคนิค Closed Rhinoplasty: การเปิดแผลจากด้านในรูจมูกเพียงด้านเดียว ข้อดีคือไม่มีรอยแผลเป็นภายนอก บวมช้ำน้อย พักฟื้นไว เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานจมูกดีอยู่แล้วและต้องการเพิ่มความโด่ง
  • เทคนิค Open Reconstruction: การเปิดแผลบริเวณฐานจมูกเพื่อปรับโครงสร้างทั้งหมด เหมาะสำหรับเคสที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น จมูกสั้นมาก จมูกฮัมพ์สูง หรือต้องการยืดปลายด้วยกระดูกอ่อนผนังกั้นจมูกและกระดูกอ่อนหลังหู

วัสดุที่เลือกใช้:

  • ซิลิโคน (Medical Grade): เราเลือกใช้ซิลิโคนทางการแพทย์ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง บิดได้ (Squeezable) ดูเป็นธรรมชาติ
  • เนื้อเยื่อหลังหู / กระดูกอ่อนหลังหู: ใช้สำหรับรองปลายจมูกเพื่อป้องกันการทะลุและทำให้ปลายจมูกดูละมุน (Drop Tear)
  • เนื้อเยื่อเทียม (ADM): วัสดุสังเคราะห์ที่เลียนแบบเนื้อเยื่อจริง ช่วยเพิ่มความหนาให้ผิวหนังปลายจมูกในเคสที่ผิวบาง
  • TNR mesh: โครงสร้างเทียมจากวัสดุสังเคราะห์ย่อยสลายได้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างจมูก

2) ศัลยกรรมเสริมจมูกเหมาะกับใคร? (Who is it for?)

บริการนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาทางลักษณะกายภาพ ดังนี้:

  • ผู้ที่มีดั้งจมูกน้อย (Flat Bridge): ทำให้ใบหน้าดูไม่มีมิติ ตาดูห่าง
  • ผู้ที่มีปลายจมูกใหญ่ (Bulbous Tip): หรือทรงจมูกชมพู่ที่ต้องการให้จมูกดูเรียวเล็กและคมชัดขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหาฮัมพ์สูง (Nasal Hump): มีกระดูกนูนบริเวณสันจมูก ทำให้ใบหน้าดูดุหรือดูแข็งเกินไป
  • ผู้ที่มีภาวะจมูกสั้น (Short Nose): ต้องการยืดปลายจมูกให้ยาวขึ้นเพื่อให้หน้าดูสมส่วน
  • เคสงานแก้ (Revision Case): ผู้ที่เคยเสริมมาแล้วแต่ไม่พอใจในรูปทรง มีปัญหาซิลิโคนเอียง หรือเสี่ยงต่อการทะลุ

3) จุดเด่นของบริการศัลยกรรมเสริมจมูก (Benefits)

  • ออกแบบตามหลัก Golden Ratio: แพทย์จะวัดสัดส่วนใบหน้าเพื่อออกแบบทรงจมูกที่ช่วยดึงจุดเด่นของตาและปากออกมาให้ชัดเจนที่สุด
  • เทคนิคการวางซิลิโคนใต้เยื่อหุ้มกระดูก: ช่วยให้ซิลิโคนยึดเกาะได้ดี ไม่โยกเยก และดูเนียนไปกับฐานกระดูกเดิม ไม่เห็นเป็นขอบแท่ง
  • เทคนิคOpen: เป็นการแก้ไขโครงสร้างของจมูก เพื่อช่วยทั้งเรื่องฟังก์ชั่นและความสวยงาม ได้ทรงจมูกพุ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
  • การดูแลที่ใส่ใจ: ตั้งแต่การประเมินเบื้องต้น การผ่าตัด ไปจนถึงการติดตามผลระยะยาว (Follow-up)

4) ขั้นตอนการทำศัลยกรรมเสริมจมูก (Procedure)

  1. Consultation: ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเนื้อจมูก ความยืดหยุ่น และเลือกทรงที่ต้องการ (เช่น ทรงสโลปปลายพุ่ง, ทรงบาร์บี้)
  2. Design & Cleansing: แพทย์วาดแนวก่อนผ่าตัดและทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  3. Anesthesia: การระงับความรู้สึกด้วยยาชาเฉพาะจุด (หรือการดมยาสลบในเคส Open)
  4. The Surgery: เริ่มการผ่าตัดตามเทคนิคที่เลือก วางซิลิโคนหรือปรับโครงสร้างกระดูกอ่อน
  5. Stitching & Splinting: เย็บแผลด้วยไหมละลายหรือไหมเล็กพิเศษ และใส่เฝือกเพื่อล็อกทรงจมูกไม่ให้เคลื่อนที่
  6. Recovery: พักฟื้นในห้องรับรองประมาณ 30 นาทีเพื่อสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

5) ผลลัพธ์ศัลยกรรมเสริมจมูกที่คาดหวัง (Results)

  • 1-3 วันแรก: จะมีความบวมช้ำบริเวณรอบดวงตาและสันจมูก ซึ่งเป็นอาการปกติ
  • 7 วัน: ตัดไหม (ถ้ามี) และถอดเฝือกออก จะเริ่มเห็นทรงจมูกที่ชัดเจนขึ้น
  • 1 เดือน: อาการบวมลดลงกว่า 80% จมูกเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • 3-6 เดือน: จมูกรัดแกนสมบูรณ์ เส้นแนวสันจมูกชัดเจน ปลายจมูกอ่อนนุ่มลง และเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ถาวร

6) ดูแลหลังทำ (Aftercare) – “ข้อควรรู้หลังทำศัลยกรรมเสริมจมูก

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดโอกาสติดเชื้อ:

  • การทำความสะอาด: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดคราบเลือดบริเวณแผล ให้แผลสะอาด เห็นฝีเย็บ ไม่มีคราบเลือดเกาะ
  • การประคบ: ประคบเย็นรอบๆ จมูกและหน้าผากใน 2 วันแรก จากนั้นเริ่มประคบอุ่นในวันที่ 4 เพื่อลดรอยช้ำ
  • ท่านอน: ควรนอนหนุนหมอนสูง (ท่ากึ่งนั่ง) เพื่อลดอาการบวมในช่วง 1 สัปดาห์แรก
  • งดพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ การยกของหนัก และการออกกำลังกายที่ทำให้หน้าแดงหรือมีความดันสูง

7) ความปลอดภัยและข้อควรระวังของศัลยกรรมเสริมจมูก (Safety)

  • การเตรียมตัว: งดยาวิตามิน อาหารเสริม และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น Aspirin, Fish Oil) 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
  • ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีการติดเชื้อในโพรงจมูก หรือมีสิวอักเสบรุนแรงบริเวณจมูก ควรรักษาให้หายก่อนรับบริการ
  • มาตรฐาน: ฮารุคลินิกเลือกใช้ซิลิโคนแกะมือ (Customized) เพื่อให้พอดีกับฐานกระดูกของแต่ละคน ลดความเสี่ยงการกดทับเส้นเลือดและการทะลุ

8) เวลาในการทำ / พักฟื้น ศัลยกรรมเสริมจมูก (Recovery)

  • ระยะเวลาการผ่าตัด: 45 – 60 นาทีสำหรับเทคนิค Closed/Semi-Open และ 4-5 ชั่วโมงสำหรับเทคนิค Open
  • การพักฟื้น: สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังทำ 3-5 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงที่ที่มีฝุ่นหรือควันเยอะ

9) ราคาศัลยกรรมเสริมจมูก (Pricing)

  • เสริมจมูกใหม่ (Silicone Premium): เริ่มต้น ฿15,000
  • เสริมจมูก + รองปลายเนื้อเยื่อหลังหู: เริ่มต้น ฿25,000
  • เทคนิค Open Reconstruction: เริ่มต้น ฿79,000
  • งานแก้จมูก (ขึ้นอยู่กับความยากง่าย): สอบถามประเมินราคาฟรี
  • หมายเหตุ: ราคารวมค่ายาพื้นฐานและการติดตามผลแล้ว

10) คำถามศัลยกรรมเสริมจมูกที่พบบ่อย (FAQ)

A: เราเลือกใช้ซิลิโคนทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองจาก อย.

A: ส่วนใหญ่บวมมากในช่วง 2-3 วันแรก และจะเริ่มยุบลงจนสามารถแต่งหน้าไปทำงานได้ในวันที่ 5-7 

A: หากฮัมพ์สูงเกินไป แพทย์จะแนะนำให้ตะไบ (Rasping) เพื่อให้ซิลิโคนแนบไปกับฐานจมูก ป้องกันการเคลื่อนและเบี้ยวเอียง

A: ควรงดอย่างน้อย 1 เดือนครับ เพราะอาหารเหล่านี้อาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้แผลหายช้าลง

A: หลังจากตัดไหม (ปกติ 7-14 วัน) สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกควรซับหน้าให้แห้งเบาๆ

A: ทานได้ครับ แพทย์จะจัดยาแก้ปวดและลดบวมให้หลังการผ่าตัดอยู่แล้ว

A: แนะนำให้เว้นระยะประมาณ 1 เดือน เพื่อให้เนื้อเยื่อจมูกสมานตัวดีก่อน

ศัลยกรรมเสริมจมูก (Rhinoplasty) Read More »

ศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck) 

1. ศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้อง คืออะไร? (What is Abdominoplasty?)

การศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้อง หรือที่รู้จักกันในชื่อ Tummy Tuck (Abdominoplasty) คือ การผ่าตัดเพื่อกำจัดผิวหนังส่วนเกินที่หย่อนคล้อยและไขมันหน้าท้อง พร้อมทั้งเย็บกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกตัวออกจากกัน (Diastasis Recti) ให้กลับมาชิดกัน ทำให้หน้าท้องดูแบนราบมากขึ้น เอวคอดกระชับมากขึ้น และมีสัดส่วนที่สวยงามขึ้น
บริการนี้ ไม่ใช่การลดความอ้วน แต่เป็นการ “แก้ปัญหาหน้าท้องย้วย” ที่การออกกำลังกายหรือการคุมอาหารไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยรุนแรง

2. การผ่าตัดหนังหน้าท้อง เหมาะกับใคร? (Who is it for?)

การศัลยกรรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหนังและกล้ามเนื้อหน้าท้องเสียสภาพ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้:

  • คุณแม่หลังคลอดบุตร: ที่มีปัญหาหนังหน้าท้องหย่อนคล้อย หน้าท้องลาย ผิวหนังย้วยไม่คืนรูป หรือมีภาวะกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก
  • ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว: ทำให้เกิดผิวหนังส่วนเกินหย่อนคล้อย (Skin Apron) บริเวณท้องน้อย ที่ไม่สามารถกำจัดได้โดยการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีหน้าท้องยื่น: แม้จะผอมแต่พุงป่อง เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้อง (Rectus Abdominis) ไม่แข็งแรง
  • ผู้ที่ต้องการแก้รอยแผลผ่าตัดเก่า: เช่น รอยแผลผ่าคลอดที่ไม่สวยงาม สามารถแก้ไขไปพร้อมกับการตัดหนังหน้าท้องได้

3. จุดเด่นของการตัดหนังหน้าท้อง ที่ฮารุคลินิก โคราช (Benefits)

ที่ ฮารุคลินิก โคราช เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสวยงามที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยศัลยแพทย์เฉพาะทาง:

  • ผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Board Certified Plastic Surgeon): เพื่อความไว้วางใจจากผู้รับบริการ โดยมีแพทย์เฉพาะทางให้คำปรึกษา ทำผ่าตัด และหลังการผ่าตัดเพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความไว้วางใจ ทางคลินิกจึงมีแพทย์เฉพาะทางคอยให้คำปรึกษา ดำเนินการผ่าตัด และดูแลหลังการผ่าตัด
  • เทคนิคซ่อนรอยแผล (Hidden Scar): แพทย์จะวางตำแหน่งแผลให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้สามารถสวมใส่ชุดชั้นในหรือชุดว่ายน้ำทับได้โดยไม่เห็นรอยแผล
  • เย็บกระชับกล้ามเนื้อ 2 ชั้น: ทำให้เอวคอดมากขึ้น และแก้ปัญหาพุงป่อง
  • ตกแต่งสะดือใหม่ (Umbilicoplasty): สร้างสะดือใหม่ให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูหลอกตา

4. ขั้นตอนการทำ (Procedure)

การผ่าตัด Tummy Tuck เป็นการผ่าตัดที่มีขั้นตอนดังต่อไปนี้:

  1. ปรึกษาและประเมินโครงสร้าง: แพทย์จะประเมินปริมาณผิวหนัง ไขมัน และความหย่อนของกล้ามเนื้อ เพื่อวางแผนแนวแผล (Mini หรือ Full Tummy Tuck)
  2. การระงับความรู้สึก: ดำเนินการโดยวิสัญญีแพทย์ (ดมยาสลบ) เพื่อความปลอดภัยตลอดการผ่าตัด
  3. เปิดแผลและเลาะแยกชั้นผิวหนัง: แพทย์จะเปิดแผลบริเวณแนวขอบกางเกงใน
  4. เย็บซ่อมกล้ามเนื้อ (Retus plication): เย็บกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกตัวให้กลับมาชิดกัน เพื่อให้ได้สัดส่วนเอวคอดมากขึ้น
  5. ตัดแต่งผิวหนังและย้ายสะดือ: ตัดหนังส่วนเกินออก และเจาะตำแหน่งสะดือใหม่ (กรณี Full Tummy Tuck)
  6. เย็บปิดแผล: เย็บแผลด้วยความประณีตหลายชั้นเพื่อลดแรงตึงและทำให้แผลดูสวยงาม
  7. ใส่ชุดกระชับ: หลังทำทันที ผู้ป่วยจะได้รับการใส่ผ้ารัดหน้าท้องเพื่อลดบวม

5. ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Results)

  • เห็นผลทันทีหลังทำ: หน้าท้องจะแบนราบลงอย่างเห็นได้ชัด ไขมันและผิวหนังส่วนเกินหายไป
  • ระยะเวลาเข้าที่: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกจะมีอาการบวมช้ำ และตึงบริเวณแผล ซึ่งจะค่อยๆ ยุบลง รูปทรงหน้าท้องจะเข้าที่สวยงามชัดเจนที่สุดในช่วง 3-6 เดือน
  • ผลลัพธ์: หากคนไข้ดูแลน้ำหนักตัวให้คงที่ ไม่มีการตั้งครรภ์เพิ่ม หน้าท้องที่เรียบตึงจะอยู่ได้ยาวนานหลายปี

6. การดูแลหลังทำ (Aftercare)

เพื่อให้แผลดูสวยงามและฟื้นตัวไว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด:

  • ข้อควรรู้หลังทำ: ต้องใส่ ชุดกระชับหน้าท้อง (Compression Garment) ตลอดเวลา (24 ชม.) ในช่วง 1 เดือนแรก เพื่อพยุงกล้ามเนื้อและลดบวม
  • การเดิน: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกควรเดินก้มตัวเล็กน้อย เพื่อลดแรงตึงบริเวณแผลผ่าตัด
  • การดูแลแผล: ห้ามแผลโดนน้ำประมาณ 7 วัน และหมั่นทำความสะอาดตามแพทย์สั่ง
  • งดยกของหนัก: และงดออกกำลังกายหนัก โดยเฉพาะส่วนท้อง อย่างน้อย 6-8 สัปดาห์

7. ความปลอดภัยและข้อควรระวัง (Safety)

  • ความเสี่ยงทั่วไป: อาจมีอาการบวม ช้ำ หรือชาบริเวณหน้าท้องชั่วคราว ซึ่งจะดีขึ้นเองตามลำดับ
  • ใครควรหลีกเลี่ยง: ผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ในอนาคตอันใกล้ (เพราะหน้าท้องอาจขยายตัวอีก) และผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรงที่ควบคุมไม่ได้
  • คำเตือนสำคัญ: ต้องงดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพราะบุหรี่ทำให้แผลหายช้าและเนื้อตายได้

8. เวลาในการทำ / พักฟื้น (Time & Recovery)

  • ระยะเวลาผ่าตัด: ใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและเทคนิค)
  • การพักฟื้น: ช่วงแรกจะมีสายเดรนเพื่อระบายเลือด แนะนำให้งดกิจกรรมทีีมีความเสี่ยง เช่นการขับรถ การออกกำลังกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือกออกซ้ำ 
  • ระยะลางาน: ควรลางานพักผ่อนประมาณ 10-14 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เต็มที่ใน 1 เดือน

9. ราคา ศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้อง (Pricing)

ราคาขึ้นอยู่กับเทคนิคและความซับซ้อนของเคส:

  • Mini Tummy Tuck (ตัดหนังหน้าท้องแบบเล็ก): ราคาเริ่มต้น 59,000 บาท
  • Full Tummy Tuck (ตัดหนังหน้าท้องแบบเต็ม): ราคาเริ่มต้น 79,000 บาท
  • โปรโมชั่น: รวมค่าห้องผ่าตัด, ค่ายา, ชุดกระชับ และการติดตามผล (Follow-up)

(กรุณาทักแชทหรือเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินราคาที่แน่นอนสำหรับเคสของคุณ)

10. รีวิวจากผู้ใช้จริง (Reviews & Before-After)

[พื้นที่สำหรับใส่รูป Before/After – แนะนำให้ใส่รูปเปรียบเทียบหน้าท้องก่อนทำและหลังทำ 3 เดือน]

ความประทับใจจากลูกค้าฮารุคลินิก:

“เป็นคุณแม่ลูกสอง หน้าท้องย้วยมาก ไม่มั่นใจเลยค่ะ ตัดสินใจมาทำที่ฮารุคลินิก คุณหมอให้คำแนะนำดีมาก แผลสวย ซ่อนในขอบบิกินี่ได้พอดี ตอนนี้กล้าใส่เอวลอยแล้วค่ะ” – คุณ A (นามสมมติ)

“บริการดี สะอาด ปลอดภัย ตอนแรกกลัวเจ็บ แต่หลังทำไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด พยาบาลดูแลดีมากครับ” – คุณ B (นามสมมติ)

11. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: เป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงมีความเจ็บตึงหลังหมดฤทธิ์ยาชา/ยาสลบ แต่ทางคลินิกมียาระงับปวดที่มีประสิทธิภาพ อาการปวดจะมากที่สุดใน 2-3 วันแรก และจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว

A: แผลผ่าตัดจะมีลักษณะยาวตามขอบกางเกงใน แต่ศัลยแพทย์จะใช้เทคนิคการเย็บซ่อนแผล (Bikini Line) เมื่อเวลาผ่านไปรอยแผลจะจางลงจนแทบสังเกตไม่เห็นหากดูแลรักษาแผลดี

A: สามารถมีลูกได้ แต่แนะนำให้ทำหลังจากที่มีบุตรคนสุดท้ายแล้วจะคุ้มค่าที่สุด เพราะหากตั้งครรภ์อีก หน้าท้องอาจกลับมาหย่อนคล้อยได้อีก

A: ดูดไขมันช่วยแค่เรื่อง “ไขมัน” แต่ไม่ช่วยเรื่อง “หนังย้วย” หรือ “กล้ามเนื้อแยก” การตัดหนังหน้าท้องจะแก้ปัญหาได้ครบทั้ง หนัง-ไขมัน-กล้ามเนื้อ

A: น้ำหนักอาจลดลงเล็กน้อยจากการตัดเนื้อเยื่อออกไป แต่จุดประสงค์หลักคือการกระชับสัดส่วน ไม่ใช่การลดน้ำหนักโดยตรง

ศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck)  Read More »

ศัลยกรรมดึงหน้า (Face Lift / Rhytidectomy)

ศัลยกรรมดึงหน้า คือ อะไร? 

ศัลยกรรมดึงหน้า (Face Lift) หรือทางการแพทย์เรียกว่า Rhytidectomy คือ การผ่าตัดยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์ลง โดยหัวใจสำคัญคือการจัดการกับชั้นกล้ามเนื้อระดับลึกที่เรียกว่า SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่พยุงผิวหน้า

  • Deep Plane Face Lift คืออะไร: เป็นเทคนิคขั้นสูงที่แพทย์จะเลาะเข้าไปในชั้นลึกกว่า SMAS เพื่อยกกระชับทั้งผิวหนัง ไขมัน และกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน เหมาะสำหรับโครงสร้างหน้าคนเอเชียที่มีชั้นไขมันหนาและกระดูกโหนกแก้มชัด
  • ต่างจากร้อยไหมอย่างไร: การดึงหน้าให้ผลลัพธ์ที่ถาวรกว่าและแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยรุนแรงได้ดีกว่าการร้อยไหมหรือทำเครื่องยกกระชับทั่วไป

เหมาะกับใคร? 

บริการนี้ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหา ดังต่อไปนี้:

  • ผู้ที่มีริ้วรอยร่องลึกชัดเจน เช่น ร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก
  • ผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อย ผิวหน้าหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง
  • ผู้ที่มีหนังคอเหี่ยวย่น หรือกรอบหน้า (Jawline) ไม่ชัดเจน
  • ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาคิ้วตก หางตาตก (Brow Ptosis)
  • ผู้ที่เคยร้อยไหมหรือทำ HIFU/Ulthera แล้วไม่เห็นผลชัดเจนเท่าที่ควร

จุดเด่นของบริการดึงหน้าที่ฮารุคลินิก โคราช

  • เทคนิคเฉพาะสำหรับคนเอเชีย (Asian Face Lift): เราเข้าใจความแตกต่างทางกายวิภาคของคนเอเชียที่มีผิวหนาและชั้นไขมันหนักกว่าชาวตะวันตก แพทย์จึงเลือกใช้เทคนิค Deep Plane หรือ High-SMAS เพื่อการยกกระชับที่เห็นผลจริงและเติมเต็มวอลลุ่มให้หน้าดูเด็ก ไม่ใช่แค่ดึงให้ตึง
  • ซ่อนแผลเนียน (Short-Scar Technique): เน้นเทคนิคแผลเล็ก ซ่อนรอยแผลบริเวณไรผมหรือหน้าหู ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก
  • ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ: ไม่ดึงจนหน้าหลอก หรือตาชี้ (Windblown look) เน้นการคืนความอ่อนเยาว์ในแบบที่เป็นคุณ
  • ดูแลครบวงจร: สามารถทำร่วมกับการดึงคอ (Neck Lift) หรือดึงหน้าผาก (Brow Lift) เพื่อความสมบูรณ์แบบทั่วใบหน้า

ขั้นตอนการทำ

  1. ประเมินโครงสร้างใบหน้า: แพทย์จะวิเคราะห์ความหย่อนคล้อยและออกแบบทิศทางการดึง (Vector) ให้เหมาะสม (เช่น การดึงแนวตั้ง Oblique-vertical เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าในส่วนแก้ม)
  2. เตรียมความพร้อมและระงับความรู้สึก: ทำความสะอาดใบหน้าและใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยากล่อมประสาท หรือดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ (ตามความเหมาะสม)
  3. ทำการผ่าตัด: แพทย์เปิดแผลขนาดเล็กตามแนวที่ซ่อนไว้ เลาะชั้น SMAS ในระดับลึก และตัดแต่งผิวหนังส่วนเกินออก
  4. เย็บปิดแผล: เย็บปิดหลายชั้น และเย็บด้วยไหมละเอียดพิเศษเพื่อลดโอกาสเกิดแผลเป็น
  5. พักฟื้น: นอนพักสังเกตอาการ และสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

  • เห็นผลทันที: โครงหน้ายกกระชับขึ้นทันทีหลังทำ (แม้จะมีความบวมอยู่บ้าง)
  • เข้าที่สวยงาม: อาการบวมจะยุบลงและเห็นทรงหน้าชัดเจนในช่วง 1-3 เดือน
  • อยู่ได้นาน: ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ยาวนาน 5–10 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสภาพผิวเดิม) ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยจริงประมาณ 10 ปี

การดูแลหลังตนเองหลังการผ่าตัด

ข้อควรรู้หลังทำศัลยกรรมดึงหน้า:

  • ประคบเย็น: ในช่วง 3 วันแรกเพื่อลดบวม หลังจากนั้นประคบอุ่นเพื่อลดอาการช้ำ
  • ใส่ผ้ารัดหน้า (Face support): ควรใส่อย่างเคร่งครัดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อพยุงกล้ามเนื้อและลดบวม
  • ท่านอน: นอนหนุนหมอนสูงในช่วงแรก เพื่อลดอาการบวม
  • การทำความสะอาด: มาทำแผลที่คลินิกในช่วง 3-5 วันแรก และระวังไม่ให้แผลโดนน้ำในช่วง 7 วัน (ใช้การเช็ดหน้าแทน)
  • งดกิจกรรม: งดออกกำลังกายหนัก งดสูบบุหรี่ และงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 เดือน

ความปลอดภัยและข้อควรระวัง

  • ความเสี่ยงทั่วไป: อาจเกิดรอยช้ำ (Bruising) หรือบวม (Swelling) ซึ่งเป็นเรื่องปกติและหายได้เอง
  • ภาวะแทรกซ้อน: โอกาสเกิดเลือดคั่ง (Hematoma) มีน้อยมากหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีการหยุดเลือดอย่างถูกวิธี
  • ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยง: สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีโรคหัวใจรุนแรง หรือผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

เวลาในการทำ / พักฟื้น

  • ระยะเวลาผ่าตัด: 4 – 6 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดที่ทำ เช่น ดึงหน้าส่วนล่าง หรือ ดึงหน้า+ดึงคอ)
  • พักฟื้น: แนะนำให้ลางานพักผ่อนประมาณ 5 – 7 วัน สามารถตัดไหมได้ใน 7 – 10 วัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ใน 2 สัปดาห์

ราคา (Pricing)

(ราคาประเมินเบื้องต้น กรุณาสอบถามโปรโมชั่นปัจจุบัน)

  • Mini Face lift (ดึงหน้าแผลเล็ก): เริ่มต้น 35,000 บาท
  • Face Lift (ดึงหน้าเฉพาะจุด): เริ่มต้น 55,000 บาท
  • Full Face Lift (ดึงหน้าทั่วหน้า): เริ่มต้น 27550,000 บาท
  • รวมค่ายา ชุดทำแผล และการติดตามผลแล้ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: ระหว่างทำจะไม่รู้สึกเจ็บเนื่องจากมีการใช้ยาชาหรือยาสลบ หลังทำอาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือปวดหน่วงๆ บ้าง ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่แพทย์จ่ายให้

A: จากงานวิจัยล่าสุด การดึงชั้น Deep Plane เหมาะกับคนเอเชียที่มีผิวหน้าหนาและหนัก ช่วยให้การยกกระชับทำได้ดีกว่า ยั่งยืนกว่า และดูเป็นธรรมชาติกว่าการดึงแค่ผิวชั้นบน

A: เราใช้เทคนิคซ่อนแผล (Short-scar หรือ Invisibility technique) โดยซ่อนไว้ตามแนวไรผมและรอยพับหน้าหู เมื่อแผลหายดีแล้วแทบจะสังเกตไม่เห็น

A: การดึงหน้าคือการย้อนวัยกลับไป แต่กระบวนการร่วงโรยตามธรรมชาติยังคงดำเนินต่อไป โดยปกติผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 5-10 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่าและยาวนานที่สุดในบรรดาหัตถการย้อนวัย

A: สามารถทำได้ครับ (Combined procedures) การทำพร้อมกันจะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์อย่างสมบูรณ์แบบ และเจ็บตัวพักฟื้นทีเดียวจบครับ

ศัลยกรรมดึงหน้า (Face Lift / Rhytidectomy) Read More »

ฉีดไขมันกระตุ้นรากผม (Adipose-derived Therapy for Hair Loss)

การฉีดไขมันกระตุ้นรากผม คือ อะไร?

Adipose-derived Stem Cell Therapy (ADSC) คือ การนำเซลล์ต้นกำเนิดที่สกัดได้จาก “เนื้อเยื่อไขมัน” (Adipose tissue) ของตัวคนไข้เอง มาใช้ในการรักษาปัญหาผมร่วงผมบาง

ในทางการแพทย์ เนื้อเยื่อไขมันถือเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (Mesenchymal Stem Cells – MSCs) ปริมาณมหาศาล ซึ่งมีคุณสมบัติในการหลั่ง Growth Factors หลากหลายชนิด (เช่น VEGF, HGF, PDGF) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ ลดการอักเสบ และฟื้นฟูเซลล์รากผมที่เสื่อมสภาพให้กลับมาเข้าสู่วงจรการเติบโต (Anagen Phase) อีกครั้ง

เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีปัญหาผมบางระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง: ที่รากผมยังไม่ตายสนิท แต่เส้นผมเล็กลีบและขาดความแข็งแรง
  • ผู้ที่ผมร่วงทั่วศีรษะ (Diffuse Thinning): โดยเฉพาะในผู้หญิง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการปลูกผมแบบย้ายราก
  • ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดปลูกผม: หรือยังไม่พร้อมสำหรับการย้ายรากผม (Hair Transplant)
  • ทำควบคู่กับการปลูกผม (Combination Therapy): เพื่อดูแลและบำรุงกราฟต์ผมที่ปลูกใหม่ 

ข้อดีของวิธีนี้ (Benefits)

  • ความปลอดภัยสูง (Biocompatibility): เนื่องจากเป็นเซลล์จากร่างกายตัวเอง (Autologous) จึงมีความเสี่ยงต่อการแพ้หรือต่อต้านต่ำ
  • ประสิทธิภาพสูง: ไขมันมีปริมาณสเต็มเซลล์หนาแน่นกว่าแหล่งอื่น (เช่น ไขกระดูก) และ Growth Factors ที่ได้มีความเข้มข้น ช่วยกระตุ้นรากผมได้ดี
  • ฟื้นฟูสภาพหนังศีรษะ: ช่วยปรับสภาพผิวหนังศีรษะให้ดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้เส้นผมที่ขึ้นใหม่มีคุณภาพดีขึ้น

ขั้นตอนการทำ (Procedure)

  1. การเก็บไขมัน (Harvesting): แพทย์จะทำการดูดไขมันปริมาณเล็กน้อย (Mini-Liposuction) ประมาณ 50-100 cc. บริเวณหน้าท้องหรือต้นขา (ฉีดยาชาเฉพาะที่)
  2. การสกัดแยกเซลล์ (Processing): นำไขมันที่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดแยกทางห้องปฏิบัติการ เพื่อคัดแยกเอาเฉพาะกลุ่มเซลล์ที่มีประสิทธิภาพ (Stromal Vascular Fraction – SVF) ซึ่งประกอบด้วยสเต็มเซลล์และเซลล์ซ่อมแซมต่างๆ
  3. การกระตุ้น (Activation): เตรียมเซลล์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
  4. การฉีดรักษา (Injection): แพทย์จะนำเซลล์ที่สกัดได้ ฉีดกลับเข้าไปบริเวณหนังศีรษะที่มีปัญหาผมบางให้ทั่วถึง

ข้อเท็จจริงและข้อจำกัด (Medical Facts & Limitations)

เพื่อให้คนไข้มีความคาดหวังที่ถูกต้อง:

  • ไม่สามารถรักษาศีรษะล้านเกลี้ยงได้: วิธีนี้จะได้ผลดีเฉพาะในบริเวณที่ “ยังมีรากผมอยู่” เท่านั้น หากรากผมฝ่อตายไปแล้ว จะไม่สามารถกระตุ้นให้ขึ้นใหม่ได้ ต้องใช้วิธีปลูกผมเท่านั้น
  • ผลลัพธ์แตกต่างกันรายบุคคล: ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และคุณภาพของสเต็มเซลล์ของแต่ละบุคคลและสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ
  • ต้องใช้เวลา: การฟื้นฟูต้องใช้เวลาให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Results)

  • เดือนที่ 1: อัตราการหลุดร่วงของเส้นผมลดลง
  • เดือนที่ 3: เริ่มสังเกตเห็นเส้นผมมีความหนาขึ้น (Thickening) สุขภาพผมโดยรวมดูดีขึ้น
  • ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้นาน 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและปัจจัยทางพันธุกรรม

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด (Post-operative care)

  • ดูแลแผลดูดไขมัน: ห้ามแผลโดนน้ำ 24-48 ชั่วโมง และทำความสะอาดตามคำแนะนำ
  • งดสระผม: 24 ชั่วโมงหลังฉีดสเต็มเซลล์ที่ศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงสารเคมี: งดการทำสี ดัด ย้อม ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อให้เซลล์ทำงานได้เต็มที่
  • งดยาต้านอักเสบ (NSAIDs): บางชนิดในช่วงแรก (ตามแพทย์สั่ง) เนื่องจากกระบวนการซ่อมแซมต้องอาศัยกลไกการอักเสบเล็กน้อยของร่างกาย

ความปลอดภัย (Safety)

  • ใช้กระบวนการระบบปิด (Closed System) ในการเตรียมเซลล์เพื่อป้องกันการปนเปื้อน

เวลาในการทำ / พักฟื้น

  • ระยะเวลาทำ: รวมขั้นตอนดูดไขมันและเตรียมเซลล์ ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง
  • การพักฟื้น:
  • ศีรษะ: ไม่มีแผลใหญ่ สามารถใช้ชีวิตได้ปกติทันที
  • บริเวณดูดไขมัน: อาจมีอาการระบมหรือช้ำเขียวเล็กน้อยประมาณ 3-7 วัน (สามารถใส่ชุดกระชับเพื่อช่วยลดบวมได้)

ราคา (Pricing)

  • ราคา: 35,000 บาท / ครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: PRP คือเกล็ดเลือดเข้มข้นที่ให้ Growth Factors ในระยะสั้น แต่ ADSC (สเต็มเซลล์จากไขมัน) เป็น เซลล์ที่มีชีวิต สามารถแบ่งตัวและทำหน้าที่ซ่อมแซมได้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

A: โดยทั่วไปแนะนำทำเพียง 1 ครั้ง ก็เห็นผล (ต่างจาก PRP ที่ต้องทำต่อเนื่องทุกเดือน)

A: มีความเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดยาชาเพื่อดูดไขมัน และขณะฉีดลงบนหนังศีรษะ

A: ไม่เท่าการปลูกผมครับ วิธีนี้เน้น “ฟื้นฟูผมเดิมให้หนาขึ้น” มากกว่าการสร้างแนวผมใหม่ หากต้องการปิดรอยเถิกหรือถมที่ว่าง แนะนำให้ทำคู่กับการปลูกผม FUE

ฉีดไขมันกระตุ้นรากผม (Adipose-derived Therapy for Hair Loss) Read More »

ปลูกคิ้ว (Eyebrow Transplantation)

การปลูกคิ้วคืออะไร? 

การปลูกคิ้ว (Eyebrow Transplantation) คือ การศัลยกรรมย้ายเซลล์รากผมแบบยาว (Long-Hair FUE) จากบริเวณศีรษะส่วนหลัง (ซึ่งมักเลือกเส้นผมที่มีขนาดเล็กและละเอียดเพื่อให้ใกล้เคียงกับขนคิ้วที่สุด) นำมาปลูกถ่ายลงในบริเวณคิ้วทีละเส้นความแตกต่างจากการสักคิ้วคือ การปลูกคิ้วจะได้ “ขนคิ้วจริง” ที่มีความนูน มีมิติ (3D) และมีความพริ้วไหวดูเป็นธรรมชาติ สามารถช่วยแก้ไขรูปทรงคิ้ว หรือเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้

เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีคิ้วบางจากพันธุกรรม: คิ้วโล้น หางคิ้วกุด หรือขนคิ้วน้อยจนทำให้หน้าดูจืด
  • ผู้ที่มีแผลเป็นบริเวณคิ้ว: จากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือการผ่าตัด ทำให้ขนคิ้วไม่ขึ้นในบริเวณนั้น
  • ผู้ที่ถอนคิ้วมากเกินไป (Over-plucked): จนรากขนคิ้วเสียหายและไม่งอกขึ้นมาใหม่

จุดเด่นของการปลูกคิ้ว (Benefits)

  • ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ: โดยเฉพาะในกรณีผู้ชาย เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้ดินสอเขียนคิ้ว
  • แก้ไขปัญหาเฉพาะจุดได้ดี: สามารถปลูกทับแผลเป็นที่การสักไม่สามารถปกปิดความนูนหรือร่องลึกได้เนียนเท่า
  • ออกแบบทรงได้ตามต้องการ: แพทย์สามารถดีไซน์ทรงคิ้วใหม่ให้รับกับโหงวเฮ้งและรูปหน้าของแต่ละบุคคล

ขั้นตอนการทำ (Procedure)

การปลูกคิ้วเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงมาก:

  1. การออกแบบ (Design): แพทย์วาดโครงคิ้วใหม่ร่วมกับคนไข้ เพื่อให้ได้ทรงที่พึงพอใจ
  2. การคัดเลือกกราฟต์ (Selection): แพทย์จะคัดเลือกเส้นผมบริเวณท้ายทอย ที่มีขนาดเส้นเล็กและใกล้เคียงขนคิ้วที่สุด (ไม่ใช้เส้นผมที่หนาเกินไป)
  3. การเจาะและเก็บกราฟต์ (Extraction): ใช้เครื่องมือ Long-hair FUE หัวพิเศษ เจาะเก็บรากผมออกมาโดยยังมีเส้นผมติดมาด้วย
  4. การปักกราฟต์ (Implantation): แพทย์จะปักเส้นผมลงไปทีละเส้น โดยต้องคำนึงถึง “องศาที่ราบไปกับผิว” (Flat angle) มากกว่าการปลูกผมปกติ เพื่อให้ขนคิ้วแนบไปกับผิวหน้าให้ได้มากที่สุด

ข้อเท็จจริงที่ต้องทราบ (Facts & Maintenance)

เพื่อให้คนไข้เข้าใจธรรมชาติของขนคิ้วที่ปลูกใหม่:

  • ต้องเล็มสม่ำเสมอ: เนื่องจากขนที่นำมาปลูกมาจาก “รากผม” จึงมีคุณสมบัติยาวเรื่อยๆ เหมือนเส้นผม คนไข้ จำเป็นต้องเล็มเล็มความยาว (Trim) ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ทรงสวยงาม
  • ระยะผลัดขน (Shock Loss): เช่นเดียวกับการปลูกผม ขนคิ้วที่ปลูกจะร่วงไปก่อนในช่วงเดือนแรก และจะเริ่มงอกใหม่ถาวรในเดือนที่ 3-4
  • ความโค้งของเส้นขน: ช่วงแรกเส้นขนอาจจะยังไม่เรียงตัวแนบสนิท ต้องใช้เจลปัดคิ้วช่วยจัดทรงในช่วงแรก เพื่อดัดนิสัยของรากผมให้ราบไปกับผิว

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Results)

  • หลังทำทันที: จะเห็นแนวขนคิ้วใหม่ตามทรงที่วาดไว้ (อาจมีรอยแดง รอยช้ำ อาการบวมจากยาชา)
  • 1 เดือน: ขนคิ้วที่ปลูกจะเริ่มร่วง
  • 4 – 6 เดือน: ขนคิ้วจริงชุดใหม่จะงอกขึ้นมาและเริ่มหนาแน่นขึ้น
  • 8 – 10 เดือน: เห็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ ขนคิ้วดูแน่นและเป็นธรรมชาติ

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด (Post-operative care)

  • ห้ามแกะเกา: ห้ามสัมผัสรุนแรงบริเวณคิ้วเด็ดขาดในช่วง 7-10 วันแรก เพราะรากผมอาจหลุดได้ง่าย
  • การทำความสะอาด: ใช้สเปรย์น้ำเกลือล้างเบาๆ และทายาตามแพทย์สั่งเพื่อลดการเกิดสะเก็ดแข็ง
  • หลีกเลี่ยงน้ำ: ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำโดยตรงในช่วง 3-5 วันแรก (ใช้การเช็ดหน้าแทน)

ความปลอดภัย (Safety)

  • เป็นหัตถการขนาดเล็ก ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่
  • อุปกรณ์ที่ใช้ต้องสะอาดปลอดเชื้อเพื่อป้องกันการอักเสบในบริเวณใบหน้า
  • ความเสี่ยงต่ำ แต่อาจมีอาการบวมบริเวณเปลือกตาบน (Eyelid swelling) ได้ง่ายกว่าการปลูกผม เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตาบอบบาง แต่จะยุบเองใน 3-5 วัน

เวลาในการทำ / พักฟื้น

  • ระยะเวลาผ่าตัด: ประมาณ 3 – 5 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นที่ต้องการ)
  • การพักฟื้น: สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่อาจมีรอยแดงหรืออาการบวมที่ตาเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก

ราคา (Pricing)

  • ราคา: 59,000 บาท

รีวิวผู้ใช้จริง (Reviews / Before–After)


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: ถาวร เพราะใช้รากผมที่แข็งแรงมาปลูก

A: เจ็บเล็กน้อยตอนฉีดยาชาบริเวณคิ้ว หลังจากนั้นจะไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัด

A: ทำได้ แต่แนะนำว่าให้ลบรอยสักก่อนจะดีกว่า เนื่องจากเวลาผ่านไปแล้วรอยสักมักจะจางไม่เท่ากัน อาจทำให้คิ้วดูเข้มไม่เท่ากัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อแนะนำเป็นกรณีไป

A: ใช่ เพราะรากเดิมคือรากผม จึงจำเป็นต้องใช้กรรไกรเล็กๆ เล็มความยาวออกเป็นประจำ

ปลูกคิ้ว (Eyebrow Transplantation) Read More »

ปลูกผมยาว Long-Hair FUE

การปลูกผม Long-Hair FUE คืออะไร?

Long-Hair FUE คือ เทคนิคการปลูกผมแบบย้ายรากผม (FUE) รูปแบบหนึ่งที่มีความซับซ้อนกว่าปกติ โดยแพทย์จะทำการเจาะและย้ายเซลล์รากผมออกมา “พร้อมกับเส้นผมที่มีความยาว” (ประมาณ 2-4 ซม.) โดยไม่ต้องตัดสั้น แล้วนำไปปักลงในบริเวณที่ต้องการ

ความแตกต่างสำคัญคือ เทคนิคทั่วไปต้องโกนหรือตัดผมให้สั้นเหลือเพียงตอเล็กๆ แต่ Long-Hair FUE จะช่วยให้คนไข้เห็นแนวผมและความหนาของเส้นผมที่ปลูกได้ทันทีหลังทำเสร็จ (Immediate Visualization) ช่วยให้เห็นภาพรวมของผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้น

เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการออกงานสังคม: หรือมีความจำเป็นต้องใช้ภาพลักษณ์ทันทีในช่วงสัปดาห์แรกหลังทำ
  • ผู้ที่ต้องการเห็นทิศทางผมทันที: ต้องการเห็นแนวผม (Hairline) และความโค้งของเส้นผมจริง เพื่อความมั่นใจในผลลัพธ์เบื้องต้น
  • ผู้ที่ไม่ต้องการให้เห็นตอผมสั้น: ลดความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในช่วงแรกของการปลูกผม

ข้อดีของเทคนิคนี้ (Benefits)

  • เห็นแนวผมทันที (Preview Result): คนไข้สามารถเห็นความหนาแน่นและทิศทางของเส้นผมได้ทันทีหลังการผ่าตัด ซึ่งช่วยให้แพทย์และคนไข้ตรวจสอบความพึงพอใจร่วมกันได้ง่ายขึ้น
  • ลดระยะเวลาที่ดูผิดสังเกต: เนื่องจากไม่มีตอแผลสั้นๆ บริเวณที่ปลูก ทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเทคนิคปกติในช่วงแรก
  • ซ่อนแผลได้ดี: ผมที่ยาวสามารถช่วยอำพรางรอยแดงหรือสะเก็ดแผลขนาดเล็กบริเวณโคนผมได้ในระดับหนึ่ง

ขั้นตอนการทำ (Procedure)

  1. การเตรียมตัว: สระผมทำความสะอาด โดยไม่ต้องโกนผมหรือตัดผมด้านหลังให้สั้น
  2. การเจาะกราฟต์ (Extraction): แพทย์ใช้อุปกรณ์หัวเจาะชนิดพิเศษ (Open punch / Grooved punch) สำหรับเทคนิค Long-hair FUE เพื่อคงความยาวของเส้นผมเอาไว้ประมาณ 3-4 ซม.
  3. การปักกราฟต์ (Implantation): แพทย์นำกราฟต์ผมยาวใส่ในอุปกรณ์ Implanter และปักลงบริเวณที่ต้องการ โดยจัดเรียงเส้นผมให้โค้งรับกับเส้นผมเดิม
  4. การจัดทรง: แพทย์จัดแต่งทรงผมเพื่อให้คลุมบริเวณที่ปลูกได้อย่างเหมาะสม

ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรทราบ (Limitations & Facts)

เพื่อให้คนไข้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน:

  • ภาวะผมร่วงหลังปลูก (Shock Loss): เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้น เส้นผมยาวที่ปลูกไปจะเริ่มร่วงหลุดในช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 หลังทำ (ร่วงเฉพาะเส้นผม แต่รากผมยังคงอยู่) และจะเริ่มงอกใหม่เป็นเส้นผมถาวรในเดือนที่ 3-4 เป็นต้นไป
  • ใช้เวลาทำนาน: เนื่องจากกระบวนการเจาะและปักผมยาวมีความซับซ้อนกว่าปกติ
  • จำนวนกราฟต์จำกัด: ในหนึ่งครั้งมักทำได้ประมาณ 1,000 – 1,500 กราฟต์ หากต้องการจำนวนมากกว่านี้อาจต้องพิจารณาทำร่วมกับเทคนิคปกติ หรือแบ่งทำหลายรอบ
  • การดูแลรักษายากกว่า: ต้องระมัดระวังเรื่องผมพันกันและการดึงรั้งขณะสระผมหรือนอนหลับมากกว่าแบบผมสั้น

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Results)

  • หลังทำทันที: มีเส้นผมยาวปกคลุมพื้นที่ศีรษะที่เคยบาง
  • 1 เดือน: เส้นผมยาวที่ปลูกจะทยอยร่วงออก (เข้าสู่ระยะพักตัวของรากผม)
  • 4 เดือน: เส้นผมชุดใหม่เริ่มงอกขึ้นมาจากรากเดิม
  • 12 เดือน: เส้นผมยาวสมบูรณ์ แข็งแรง และให้ผลลัพธ์ในระยะยาว

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด (Post-operative care)

  • การสระผม: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ควรเข้ามาสระผมที่คลินิกหรือปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันผมพันกัน
  • การนอน: แนะนำให้นอนราบและระวังการเสียดสีบริเวณที่ปลูก
  • กิจกรรม: งดการมัดผมแน่น การดัด ย้อม หรือทำเคมีในช่วง 1 เดือนแรก

ความปลอดภัย (Safety)

  • เป็นหัตถการผ่าตัดเล็กภายใต้ยาชาเฉพาะที่
  • ความสำเร็จของหัตถการขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการระวังไม่ให้รากผมเสียหายขณะดึงเส้นผมยาวออกมา

เวลาในการทำ / พักฟื้น

  • ระยะเวลาผ่าตัด: ประมาณ 8 – 12 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟต์)
  • การพักฟื้น: สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในวันรุ่งขึ้น แต่ควรระวังเรื่องการกระทบกระเทือนและทำให้กราฟต์หลุด เนื่องจากกราฟต์จะหลุดง่ายกว่าแบบตอสั้นๆ

ราคา (Pricing)

ราคาต่อกราฟ: 169-179 บาทต่อกราฟ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: ไม่ เส้นผมยาวชุดแรกจะร่วงหลุดไปตามวงจรธรรมชาติ (Shock Loss) ในช่วงเดือนแรก แต่รากผมที่ฝังอยู่จะสร้างเส้นผมใหม่ขึ้นมาทดแทนและอยู่ได้ในระยะยาว

A: การเจาะเก็บผมยาวต้องใช้ความประณีตสูงและใช้เวลานาน หากทำจำนวนมากเกินไปในครั้งเดียว กราฟต์ผมอาจอยู่นอกร่างกายนานเกินไป ซึ่งส่งผลต่ออัตราการรอดของรากผมได้

A: ความรู้สึกขณะทำไม่ต่างจากแบบปกติ เนื่องจากมีการใช้ยาชา แต่ระยะเวลาในการนอนทำจะนานกว่า

ปลูกผมยาว Long-Hair FUE Read More »

ปลูกผมเทคนิค Non-Shaven FUE (ไม่ต้องโกนผม)

การปลูกผม Non-Shaven FUE คืออะไร?

Non-Shaven FUE คือ การศัลยกรรมปลูกผมที่ออกแบบมาเพื่อ “รักษาภาพลักษณ์” ของคนไข้โดยเฉพาะ โดยความพิเศษอยู่ที่ “ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง”

แตกต่างจาก FUE ปกติ (Shaven FUE) ที่ต้องโกนผมด้านหลังจนสั้น ในเทคนิค Non-Shaven นี้ แพทย์จะใช้วิธีแหวกเส้นผมเดิม และใช้กรรไกรเล็มเฉพาะเส้นผมที่จะนำมาปลูกให้สั้นลงทีละเส้น แล้วจึงใช้หัวเจาะขนาดเล็กเจาะเก็บกราฟต์ออกมา ทำให้ผมเดิมที่ยาวอยู่สามารถปิดบังแผลเจาะเล็กๆ นั้นได้ทันที หลังทำเสร็จจึงดูเหมือนไม่ได้ไปผ่าตัดมา

บริการนี้เหมาะกับใคร?

เทคนิคนี้ตอบโจทย์กลุ่มคนต่อไปนี้:

  • ผู้หญิง: ที่ต้องการปลูกผมแต่ไม่อยากโกนผมด้านหลัง เพราะการไว้ผมยาวปิดแผลทำได้ยากกว่าผู้ชาย
  • ดารา / นักแสดง / พิธีกร: ที่ต้องใช้หน้าตาออกสื่อตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดงานยาวเพื่อรอผมขึ้นได้
  • ผู้บริหาร / นักธุรกิจ: ที่ต้องเข้าประชุมหรือพบปะผู้คน และต้องการรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดีอยู่เสมอ
  • ผู้ที่ต้องการปกปิดความลับ: ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานหรือคนรอบข้างรู้ว่าไปปลูกผมมา
  • ผู้ที่มีปัญหาผมบางไม่มาก: ต้องการเติมเฉพาะจุด เช่น แนวไรผม (Hairline) หรือรอยแสกกว้าง โดยใช้จำนวนกราฟต์ไม่เยอะ (ไม่เกิน 2,000 กราฟต์)

จุดเด่นของบริการนี้ (Benefits)

ทำไม Non-Shaven FUE ถึงเป็นทางเลือก:

  • Secret & Stealth: หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ปกติทันที ไม่มีใครสังเกตเห็นแผลด้านหลัง เพราะผมยาวเดิมปิดไว้หมด
  • Immediate Look: ไม่ต้องรอช่วงพักฟื้นให้ผมยาว สามารถเซตผมทรงเดิมได้ตั้งแต่วันแรกๆ
  • No Embarrassment: หมดความกังวลทรงผมแปลกๆ หลังผ่าตัดหรือต้องใส่หมวกคลุมตลอดเวลา
  • High Quality: ได้กราฟต์ผมคุณภาพสูงเช่นเดียวกับ FUE ปกติ

ขั้นตอนการทำ (Procedure / How it works)

เป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ความอดทนและความชำนาญของแพทย์:

  1. Hairline Design & Plan: ออกแบบแนวผมใหม่ และประเมินความหนาแน่นผมบริเวณ Donor area
  2. Trim & Extract (ขั้นตอนสำคัญ): แพทย์จะแหวกผม คัดเลือกรากผมที่แข็งแรง ใช้กรรไกรเล็มให้สั้นทีละเส้น แล้วใช้หัวเจาะ FUE เจาะออกมา เฉพาะเส้นที่ใช้กรรไกรตัด (ต่างจากปกติที่ไถปัตตาเลี่ยนรวดเดียว)
  3. Graft Preparation: นำกราฟต์ที่ได้มาคัดแยก
  4. Implantation: นำกราฟต์กลับไปปลูกในบริเวณที่ต้องการ (ด้วยเทคนิค DHI)
  5. Final Check: เป่าผมจัดทรงให้เข้าที่ ผมเดิมด้านหลังจะตกลงมาปิดแผลเจาะทันทีอย่างแนบเนียน

ข้อจำกัดและเงื่อนไข (Limitations)

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คนไข้ต้องเข้าใจข้อจำกัดของเทคนิคนี้:

  • จำนวนกราฟต์จำกัด: ทำได้สูงสุดประมาณ 1,500 – 2,000 กราฟต์ ต่อครั้งเท่านั้น (หากล้านมาก ต้องใช้วิธีโกนผมปกติ)
  • ใช้เวลานานกว่า: เนื่องจากต้องเล็มและเจาะทีละเส้น ใช้เวลามากกว่าปกติ 1.5 – 2 เท่า
  • ต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญ: ต้องอาศัยสายตา ความนิ่ง และความอดทนของแพทย์และทีมผู้ช่วย

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Results)

  • หลังทำทันที: ด้านหลังดูเหมือนปกติ ไม่มีรอยไถเตียน ด้านหน้าจะมีรอยปลูกเล็กน้อย ในกรณีที่ไม่สามารถนำผมเดิมมาปิดได้ แนะนำให้ไว้ผมยาวที่สุดสำหรับคุณผู้ชายที่ต้องการเซตผมมาปิดบริเวณที่ปลูก
  • 1 – 3 เดือน: ผมที่ปลูกจะมีการผลัด (Shock Loss) ร่วงไปก่อน
  • 6 – 12 เดือน: ผมใหม่ขึ้นถาวร กลมกลืนไปกับผมเดิม สร้างกรอบหน้าใหม่ที่สวยงาม

การดูแลตนเองหลังผ่าตัด (Post-operative care)

การดูแลจะมีความยากกว่าแบบโกนผมเล็กน้อย:

  • การสระผม: เนื่องจากบริเวณด้านหลังหนังศีรษะมีแผลและมีผมบัง แนะนำให้ฟอกแชมพูเยอะๆ เพื่อรักษาความสะอาด และสระผมทุกวันหากเป็นไปได้ ทายาฆ่าเชื้อที่แพทย์สั่ง
  • ความสะอาด: ต้องเป่าผมให้แห้งสนิททุกครั้งเพื่อป้องกันความอับชื้นโดยเฉพาะบริเวณด้านหลังหนังศีรษะ
  • ห้ามแกะเกา: เช่นเดียวกับการปลูกผมทั่วไป ห้ามแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด

ความปลอดภัยและข้อควรระวัง (Safety)

  • ความเสี่ยงติดเชื้อ: โอกาสติดเชื้อน้อย หากดูแลความสะอาดดี

เวลาในการทำ / พักฟื้น

  • ระยะเวลาผ่าตัด: นานกว่าปกติ ใช้เวลาประมาณ 8 – 12 ชั่วโมง (สำหรับ 2,000 กราฟต์)
  • การพักฟื้น: 1 วันหลังผ่าตัดสามารถกลับไปทำงานได้เลย
  • การกลับไปทำงาน: สามารถกลับไปทำงาน ออกงานสังคม หรือประชุมได้ใน วันรุ่งขึ้น 

ราคา (Pricing)

เทคนิคนี้มีราคาสูงกว่าปกติเนื่องจากความยากและเวลาที่ใช้:

  • ราคาต่อกราฟต์: 99 บาท

รีวิวผู้ใช้จริง (Reviews / Before–After)


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

A: เพราะขั้นตอนการเล็มและแหวกผมซับซ้อนและใช้เวลานานมาก หากทำเกินกว่านี้จะใช้เวลานานเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกราฟต์ผมที่อยู่นอกร่างกายนานเกินไป

A: ทำได้ เหมาะสำหรับผู้ชายที่ไว้ผมรองทรงและไม่อยากโกนผมด้านหลัง หรือผู้ที่ต้องการเติมแค่หน้าผากเว้าเล็กน้อย แนะนำให้ไว้ผมด้านหลังยาวอย่างน้อย 1 นิ้ว

A: เป็นจุดเล็กๆ กระจายตัวอยู่ ซ่อนอยู่ใต้ผมยาว มองไม่เห็น

A: สูงกว่า เพราะต้องอาศัยความประณีตและเวลาของทีมแพทย์และผู้ช่วย แต่ได้ผลลัพธ์เรื่องเป็นส่วนตัว ไม่ต้องให้ใครรู้ว่าเราไปปลูกผมมา

ปลูกผมเทคนิค Non-Shaven FUE (ไม่ต้องโกนผม) Read More »

Scroll to Top