เสริมหน้าอก

เทคนิค “Dual Plane” นวัตกรรมเสริมหน้าอก เพื่อทรงสวยเป็นธรรมชาติและลดปัญหาในระยะยาว

การตัดสินใจเสริมหน้าอกเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่คาใจสาวๆ หลายคนไม่ใช่แค่เรื่อง “ขนาด” แต่เป็นเรื่องของ “ตำแหน่งการวางซิลิโคน” ว่าควรวางไว้เหนือกล้ามเนื้อ หรือใต้กล้ามเนื้อดี?

ในอดีต ศัลยแพทย์มักต้องเลือกระหว่างการวางซิลิโคน เหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular) ซึ่งได้รูปทรงพุ่งสวยแต่อาจเห็นขอบซิลิโคนชัด หรือ ใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular) ที่ซ่อนขอบได้ดีแต่หน้าอกอาจดูแข็งและขยายตัวได้ยากในส่วนล่าง

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “Dual Plane” (ดูอัล เพลน) เทคนิคที่ผสานข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด โดยอ้างอิงจากหลักการแพทย์ที่เป็นมาตรฐานสากล

Dual Plane คืออะไร? ทำไมถึงเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุด?

Dual Plane คือเทคนิคการจัดวางซิลิโคนใน 2 ระนาบพร้อมกันในคนไข้คนเดียว โดย:

  1. ส่วนบนของซิลิโคน: จะถูกคลุมด้วยกล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis Major) เพื่อซ่อนขอบซิลิโคน ไม่ให้เห็นเป็นริ้ว หรือเป็นขอบชัดเจนบริเวณเนินอก

ส่วนล่างของซิลิโคน: จะถูกคลุมด้วยเนื้อเต้านมปกติ (โดยมีการตัดแต่งกล้ามเนื้อส่วนล่างออก) เพื่อให้ซิลิโคนสามารถขยายตัวออกได้ ทำให้หน้าอกส่วนล่างดูคล้อยสวยเป็นทรงหยดน้ำ ไม่ดูแข็งทื่อ

หลักการนี้ช่วยแก้ปัญหา “Double-Bubble” (หน้าอกซ้อนเป็นสองชั้น) และช่วยให้หน้าอกดูเป็นธรรมชาติทั้งเวลายืนและนอน

ไม่ใช่แค่ “ใส่ใต้กล้ามเนื้อ” แต่คือการ “ออกแบบ” (The 3 Types of Dual Plane)

ความพิเศษของเทคนิค Dual Plane ตามทฤษฎีของคุณหมอ John B. Tebbetts ไม่ใช่แค่การใส่ซิลิโคนเข้าไป แต่คือการปรับแต่งความสัมพันธ์ระหว่าง “ซิลิโคน” และ “เนื้อเยื่อ” ให้เหมาะกับสรีระของแต่ละคน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (Types) ดังนี้:

1. Dual Plane Type I (สำหรับสาวหน้าอกทั่วไป)

เหมาะสำหรับคนที่มีเนื้อหน้าอกปกติ ผิวหนังกระชับ ไม่มีความหย่อนคล้อย

  • เทคนิค: แพทย์จะแยกกล้ามเนื้อออกจากเนื้อหน้าอกเฉพาะตรงรอยพับใต้ราวนมเท่านั้น
  • ผลลัพธ์: ได้ทรงที่สวยงาม ซ่อนขอบซิลิโคนได้ดี โดยที่ยังคงความพุ่งของหน้าอกไว้ได้

2. Dual Plane Type II (สำหรับสาวเริ่มมีหน้าอกหย่อนคล้อย)

เหมาะสำหรับคนที่เนื้อหน้าอกเริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย หรือเนื้อหน้าอกมีความเคลื่อนตัวได้มาก (Mobile Parenchyma)

  • เทคนิค: แพทย์จะเลาะแยกเนื้อหน้าอกออกจากกล้ามเนื้อขึ้นมาจนถึงระดับ ขอบล่างของปานนม
  • ผลลัพธ์: ช่วยยกกระชับเนื้อหน้าอกที่เริ่มหย่อนให้ดูเต่งตึงขึ้น พร้อมกับป้องกันไม่ให้เนื้อหน้าอกไหลตกลงมาหน้าซิลิโคน

3. Dual Plane Type III (สำหรับสาวอกไก่, อกหย่อนคล้อยมาก หรือทรง Tubulous)

เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าอกหย่อนคล้อยชัดเจน หรือมีรูปทรงหน้าอกที่ผิดปกติ เช่น ฐานหน้าอกแคบ (Constricted Lower Pole)

  • เทคนิค: แพทย์จะเลาะแยกเนื้อหน้าอกออกจากกล้ามเนื้อขึ้นไปจนถึงระดับ ขอบบนของปานนม
  • ผลลัพธ์: ช่วยให้ซิลิโคนดันเนื้อหน้าอกให้ขยายตัวออกได้เต็มที่ แก้ไขทรงหน้าอกที่ผิดรูป และช่วยยกกระชับปานนมให้ดูสูงขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดยกกระชับแผลใหญ่

5 ข้อดีของการเสริมหน้าอกด้วยเทคนิค Dual Plane

  1. เนินอกสวย ไม่เห็นขอบ: เพราะส่วนบนถูกซ่อนใต้กล้ามเนื้อ จึงลดโอกาสการเกิดริ้ว (Rippling) บริเวณเนินอก แม้ในคนที่ผอมบาง
  2. ทรงเป็นธรรมชาติ (Teardrop Look): ส่วนล่างที่ไม่อยู่ใต้กล้ามเนื้อ ทำให้ซิลิโคนคลี่ตัวได้สวย เกิดเป็นสโลปที่ดูเหมือนหน้าอกจริง ไม่ดูเป็นบล็อกกลมๆ
  3. เจ็บน้อยกว่าการใส่ใต้กล้ามเนื้อทั้งหมด: เทคนิคนี้ช่วยลดแรงกดทับของกล้ามเนื้อที่มีต่อซิลิโคน ทำให้การพักฟื้นทำได้ค่อนข้างเร็ว
  4. ลดความเสี่ยงพังผืด (Capsular Contracture): การที่ซิลิโคนมีการขยับตัวได้ตามธรรมชาติและมีการนวดจากกล้ามเนื้อเบาๆ ช่วยลดโอกาสการเกิดพังผืดรัดแข็ง
  5. แก้ปัญหาหน้าอกได้หลากหลาย: ไม่ว่าจะเป็นคนผอม, คนมีเนื้อเยอะ, หรือคนที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อย ก็สามารถใช้เทคนิคนี้ปรับแต่งให้เหมาะสมได้

ใครบ้างที่เหมาะกับเทคนิค Dual Plane?

  • ผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย หรือตัวผอม (ช่วยซ่อนขอบซิลิโคน)
  • ผู้ที่ต้องการทรงหน้าอกที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเป็นก้อนกลมจนเกินไป
  • ผู้ที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ผู้ที่มีลักษณะหน้าอกรูปทรงฐานแคบ หรือทรงดอกจิก (Tuberous Breast)

สรุป

การเสริมหน้าอกแบบ Dual Plane ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่ช่วยลบจุดด้อยของการเสริมหน้าอกแบบเดิมๆ โดยการปรับความสัมพันธ์ระหว่างซิลิโคนและเนื้อเยื่อให้สมดุลที่สุด อย่างไรก็ตาม การจะเลือกว่าคุณเหมาะกับ Dual Plane แบบ Type I, II หรือ III นั้น จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างร่างกายและความยืดหยุ่นของผิวหนังอย่างละเอียดครับ

สนใจปรึกษาเรื่องการเสริมหน้าอกด้วยเทคนิค Dual Plane หรือต้องการประเมินรูปทรงหน้าอก สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แล้ววันนี้


(บทความนี้เรียบเรียงข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์: “Dual Plane Breast Augmentation: Optimizing Implant-Soft-Tissue Relationships in a Wide Range of Breast Types” โดย John B. Tebbetts M.D., 2006)

เทคนิค “Dual Plane” นวัตกรรมเสริมหน้าอก เพื่อทรงสวยเป็นธรรมชาติและลดปัญหาในระยะยาว Read More »

เลือกซิลิโคนหน้าอกกี่ซีซีดี? เจาะลึกเทรนด์และสรีระจากงานวิจัย เพื่อผลลัพธ์ที่พอดีกับตัวคุณ

“เสริมหน้าอกทั้งที ทำกี่ซีซีดีคะหมอ?” นี่คือคำถามยอดฮิตที่สาวๆ มักถามเมื่อเดินเข้ามาปรึกษาที่ ฮารุคลินิก โคราช การเลือกขนาดซิลิโคนที่เหมาะสมไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสรีระและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

วันนี้ ฮารุคลินิก คลินิกศัลยกรรมความงาม โคราช จะพาคุณไปหาคำตอบผ่านมุมมองทางการแพทย์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยที่เก็บข้อมูลยาวนานกว่า 22 ปี เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกขนาดที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับตัวเอง

เทรนด์เปลี่ยน ความต้องการเปลี่ยน: ใหญ่ขึ้น หรือ พอดีตัว?

จากการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยจำนวน 2,591 ราย พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า เทรนด์การเลือกขนาดซิลิโคนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยในช่วงปีหลังๆ (2011-2022) ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเลือกขนาดซิลิโคนที่มีปริมาตรใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต (1999-2010)

อย่างไรก็ตาม “ความใหญ่” ไม่ใช่คำตอบของความสวยเสมอไป เพราะหัวใจสำคัญของการศัลยกรรมเสริมหน้าอก คือความสมดุลและความปลอดภัยในระยะยาว

“มีบุตรแล้ว” กับ “ยังไม่มีบุตร” เลือกขนาดต่างกันอย่างไร?

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการเลือกขนาดซิลิโคน ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบคือ “จำนวนการมีบุตร” (Parity) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพผิวหนังหน้าอก ดังนี้:

  • กลุ่มที่ยังไม่เคยมีบุตร: โดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงกลุ่มนี้มักจะมีกล้ามเนื้อและผิวหนังหน้าอกที่กระชับ เต่งตึง (Tighter skin envelope) พื้นที่ในการยืดขยายของผิวหนังจึงมีจำกัด การใส่ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่เกินไปอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติและเกิดแรงตึงผิวมากเกินไป ดังนั้นขนาดที่เหมาะสมจึงมักอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เพื่อให้สอดคล้องกับความยืดหยุ่นของผิว
  • กลุ่มคุณแม่ที่มีบุตรแล้ว: ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงการขยายและหดตัวของหน้าอกในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ส่งผลให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นหรือหย่อนคล้อยมากขึ้น (Laxer skin envelope) และมักจะมีการสูญเสียเนื้อหน้าอกเดิมไป งานวิจัยจึงพบว่า
  • กลุ่มคุณแม่มักเลือกและจำเป็นต้องใช้ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่กว่า เพื่อเติมเต็มส่วนที่หายไปและช่วยให้หน้าอกกลับมาดูเต็มอิ่ม กระชับสวยงามอีกครั้ง

อายุเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ตัวกำหนดขนาด

หลายคนกังวลว่า “อายุมากแล้ว ทำขนาดใหญ่ได้ไหม” หรือ “อายุน้อยควรทำแค่ไหน” ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยระบุชัดเจนว่า อายุ (Age) ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้การเลือกขนาดซิลิโคนแตกต่างกัน

ไม่ว่าคุณจะอายุ 20 หรือ 40 ปี สิ่งสำคัญที่แพทย์ใช้พิจารณาคือ “คุณภาพของเนื้อเยื่อหน้าอก” และ “ฐานหน้าอกเดิม” (Breast Footprint) มากกว่า หากคุณมีฐานหน้าอกที่กว้างและเนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่นดี แม้อายุจะน้อยหรือมาก ก็สามารถพิจารณาขนาดที่เหมาะสมตามความต้องการได้

สรุป: เลือกอย่างไรให้เหมาะที่สุด?

การเลือกขนาดซิลิโคนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่สามารถสรุปแนวทางง่ายๆ ได้ดังนี้:

  1. ประเมินเนื้อเดิม: แพทย์จำเป็นต้องวัดฐานหน้าอกและความยืดหยุ่นของผิวหนัง
  2. สถานะทางร่างกาย: หากคุณเป็นคุณแม่ที่ให้นมบุตรแล้ว อาจพิจารณาขนาดที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเพื่อแก้ปัญหาความหย่อนคล้อย แต่หากยังไม่เคยมีบุตร ควรเน้นความพอดีที่ไม่ฝืนเนื้อเยื่อจนเกินไป
  3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การได้ลองขนาดจริง (Sizing) และพูดคุยกับแพทย์จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด

ที่ ฮารุคลินิก โคราช เราให้บริการศัลยกรรมเสริมหน้าอกโดยแพทย์ศัลยกรรมพลาสติกและตกแต่ง ที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างละเอียด วัดสัดส่วนเคสต่อเคส เพื่อให้คุณได้หน้าอกที่สวย เข้ากับรูปร่าง และปลอดภัยในระยะยาว 

สนใจปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อ ฮารุคลินิก คลินิกศัลยกรรมความงาม โคราช


อ้างอิงงานวิจัย:

Khan UD. Implant Size Selection on the Basis of Period, Parity, and Age: A 22-year Retrospective Analysis of 2591 Primary Augmentation Mammoplasties. Plast Reconstr Surg Glob Open. 2023;11(6):e5048.

เลือกซิลิโคนหน้าอกกี่ซีซีดี? เจาะลึกเทรนด์และสรีระจากงานวิจัย เพื่อผลลัพธ์ที่พอดีกับตัวคุณ Read More »

เลือกซิลิโคนหน้าอกกี่ CC ดี? จบปัญหา “ทำแล้วไม่ถูกใจ” ด้วยเทคนิคการลองไซส์จริง (Preoperative Sizing)

เมื่อตัดสินใจจะ เสริมหน้าอก เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนต่างมีความคาดหวังที่จะออกมาดูดีที่สุด แต่คำถามที่สร้างความหนักใจให้คนไข้มากที่สุดมักไม่ใช่เรื่องของ “ยี่ห้อซิลิโคน” แต่เป็นเรื่องของ “ขนาด” (Size)

  • “300cc จะเล็กไปไหมคะ?”
  • “400cc จะดูปลอมหรือเปล่า?”
  • “เพื่อนบอกว่าทำทั้งทีต้องเผื่อไซส์ จริงไหม?”

ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เพราะไม่มีใครอยากเจ็บตัวหลายรอบเพื่อมาแก้ไซส์ในภายหลัง วันนี้ ฮารุคลินิก คลินิกศัลยกรรมความงาม โคราช จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบจากงานวิจัยทางการแพทย์ เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความมั่นใจในการเลือกขนาดที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับคุณ

ทำไมการเลือกไซส์จาก “รูปรีวิว” หรือ “คัพเสื้อใน” ถึงไม่แม่นยำ?

หลายท่านมักเข้ามาปรึกษาหมอด้วยโจทย์ว่า “อยากได้คัพ C” หรือเอารูปดารามาให้ดูแล้วบอกว่า “ขอทรงแบบนี้”

แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง Sizing in Breast Augmentation โดย นพ. David A. Hidalgo และ นพ. Jason A. Spector ระบุชัดเจนว่า การสื่อสารด้วย “คัพไซส์” (Cup Size) เป็นวิธีที่เชื่อถือไม่ได้ที่สุด เนื่องจากเสื้อชั้นในแต่ละยี่ห้อมีมาตรฐานไม่เท่ากัน คัพ C ของแบรนด์หนึ่ง อาจเท่ากับคัพ B ของอีกแบรนด์หนึ่ง

นอกจากนี้ โครงสร้างร่างกายของแต่ละคนมีความเฉพาะตัว ทั้งความกว้างของหน้าอก (Base Width) ความหนาของเนื้อเยื่อ และความยืดหยุ่นของผิวหนัง การใช้ซิลิโคนขนาด 350 cc เท่ากัน ใส่ในคนสองคน ผลลัพธ์ที่ได้อาจดูเล็กใหญ่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เทคนิค Preoperative Sizing (การจำลองขนาดก่อนผ่าตัด)

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบคนไข้กว่า 500 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่เลือกไซส์ด้วยวิธีทั่วไป กับกลุ่มที่ใช้เทคนิค Preoperative Sizing

Preoperative Sizing คืออะไร?

คือ กระบวนการที่ให้คนไข้ได้ “ทดลอง” ขนาดหน้าอกจำลองร่วมกับแพทย์ก่อนการผ่าตัดจริง โดยมีขั้นตอนละเอียดอ่อนดังนี้:

  1. สวมบราสำหรับลองไซส์: ใช้บราที่ไม่มีฟองน้ำเสริม เพื่อให้เห็นรูปทรงจริง
  2. ใส่ซิลิโคนจำลอง (Sizers): แพทย์จะใส่ซิลิโคนจำลองขนาดต่างๆ เข้าไป เพื่อให้คนไข้เห็นภาพความนูนและความใหญ่
  3. ประเมินหน้ากระจก: คนไข้จะได้สวมเสื้อผ้าทับและดูสัดส่วนโดยรวมหน้ากระจกบานใหญ่ เพื่อเช็คความสมดุลกับไหล่ สะโพก และลำตัว

ความจริงจากงานวิจัย (ที่คุณควรรู้ก่อนเลือกไซส์)

1. “ความพอดี” ชนะ “ความใหญ่” เสมอ

ผลการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจมาก คือ กลุ่มที่ได้ลองไซส์จริง มักจะเลือกขนาดซิลิโคนที่เล็กกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ลอง (เฉลี่ยเลือก 246 cc เทียบกับกลุ่มทั่วไปที่เลือก 276 cc)

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความพึงพอใจกลับสูงกว่า นั่นหมายความว่า หลายครั้งที่เราคิดว่า “ต้องทำให้ใหญ่ไว้ก่อน” อาจเป็นความคิดที่ผิด เพราะเมื่อได้เห็นสรีระจริงผ่านการลองไซส์ ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับชอบขนาดที่ “พอดีตัว” มากกว่าขนาดที่ใหญ่เกินจริง

2. ลดโอกาสการ “แก้ไซส์” 

ในกลุ่มคนไข้ที่ผ่านการ Preoperative Sizing ไม่มีใครเลยที่ต้องกลับมาผ่าตัดแก้ขนาดใหม่ (0%) ในขณะที่กลุ่มควบคุมที่เลือกจากการกะเกณฑ์ มีคนไข้จำนวนหนึ่งที่ต้องกลับมาเจ็บตัวซ้ำเพื่อเปลี่ยนขนาด เพราะทำออกมาแล้วไม่ตรงกับภาพในหัว

3. การมีส่วนร่วม คือ หัวใจความสำเร็จ

เมื่อคนไข้ได้มีส่วนร่วมในการเลือก (Participate) และได้เห็นภาพจำลองด้วยตาตนเอง จะช่วยลดความวิตกกังวล (Anxiety) ได้อย่างมหาศาล และทำให้คนไข้มีความเข้าใจในข้อจำกัดทางสรีระของตนเองมากขึ้น ยอมรับผลลัพธ์ได้ดีขึ้น เพราะเป็นการตัดสินใจร่วมกันกับแพทย์

บทบาทของแพทย์: ไม่ใช่แค่คนทำ แต่คือคนที่ช่วยคุณเลือก

ถึงแม้การลองไซส์จะสำคัญ แต่ความเชี่ยวชาญของแพทย์ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน ที่ ฮารุคลินิก โคราช แพทย์จะนำความต้องการของคุณจากการลองไซส์ มาประเมินร่วมกับหลักการแพทย์ 3 ข้อ:

  • Tissue Characteristics: เนื้อหน้าอกเดิมบางหรือหนา หากเนื้อบางมากแต่เลือกไซส์ใหญ่เกินไป อาจเสี่ยงต่อการเห็นขอบซิลิโคนหรือผิวเป็นคลื่น (Rippling)
  • Base Diameter: ความกว้างฐานหน้าอก ซิลิโคนที่ดีต้องไม่กว้างเกินฐานหน้าอกเดิม เพื่อป้องกันปัญหาหน้าอกชิดเกินไปจนดูเป็นก้อน หรือล้นออกด้านข้างรักแร้
  • Skin Elasticity: ความยืดหยุ่นของผิวหนัง เพื่อป้องกันปัญหาหน้าอกแข็งเกร็ง หรือแผลปริแยกในอนาคต

สรุป

การเสริมหน้าอกเป็นการลงทุนกับตัวเองครั้งใหญ่ หน้าอกคู่นี้จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน อย่าเสี่ยงกับการ “เดา” หรือเชื่อตามคนอื่น

ที่ ฮารุคลินิก โคราช เราใส่ใจในรายละเอียดและมีขั้นตอนการปรึกษาที่เปิดโอกาสให้คุณได้ลองประเมินขนาด (Sizing) พูดคุยกับแพทย์อย่างละเอียด เพื่อค้นหาขนาดที่สวย พอดี และปลอดภัยสำหรับสรีระของคุณโดยเฉพาะ

หากคุณสนใจปรึกษาเรื่องศัลยกรรมเสริมหน้าอก สามารถนัดหมายเข้ามาพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างร่างกายได้เลยครับ


อ้างอิงงานวิจัย: Hidalgo DA, Spector JA. Sizing in breast augmentation. Plast Reconstr Surg. 2010;125(6):1781-1787. doi:10.1097/PRS.0b013e3181cb6530

เลือกซิลิโคนหน้าอกกี่ CC ดี? จบปัญหา “ทำแล้วไม่ถูกใจ” ด้วยเทคนิคการลองไซส์จริง (Preoperative Sizing) Read More »

ซิลิโคนแตกเสี่ยง “นมแข็ง” จริงไหม? เจาะลึกงานวิจัยล่าสุด ข้อควรรู้ก่อนและหลังเสริมหน้าอก

หนึ่งในความกังวลใจที่สุดของผู้ที่กำลังตัดสินใจเสริมหน้าอก หรือผู้ที่เสริมหน้าอกไปนานแล้ว คือ เรื่องของ “ซิลิโคนแตก” (Implant Rupture) และ “พังผืดรัดแกน” (Capsular Contracture) หรืออาการนมแข็งผิดรูป ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

วันนี้ ฮารุคลินิก คลินิกศัลยกรรมความงาม โคราช จะพามาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสองภาวะนี้ ผ่านงานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารศัลยกรรมตกแต่งระดับสากล Plastic and Reconstructive Surgery เพื่อให้คุณวางแผนการทำสวยได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

ภาวะ “ซิลิโคนแตก” สัมพันธ์กับ “พังผืดรัดแกน” 

จากการศึกษาเปรียบเทียบในผู้ป่วยรายเดียวกันที่มีข้างหนึ่งซิลิโคนแตกและอีกข้างปกติ จำนวน 105 ราย พบว่า:

  • ความเสี่ยงที่สูงขึ้น: ผู้ที่มีภาวะซิลิโคนแตก มีโอกาสเกิดพังผืดรัดแกน สูงกว่าข้างที่ซิลิโคนไม่แตกอย่างมีนัยสำคัญ
  • ตัวเลขที่น่าตกใจ: ในกลุ่มที่ซิลิโคนแตก พบว่ามีถึง 50% ที่เกิดอาการพังผืดรัดแกน ในขณะที่ข้างที่ซิลิโคนปกติพบเพียง 24%

ทำไมซิลิโคนแตกถึงทำให้นมแข็ง?

กลไกการเกิดปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่งานวิจัยได้อธิบายสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้:

  1. การรั่วไหลของเนื้อเจล: เมื่อเปลือกซิลิโคนฉีกขาด และเกิดการรั่วไหลของเนื้อซิลิโคนออกมาสู่โพรงหน้าอก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าในข้างที่แตกมีปริมาณซิลิโคนรั่วไหลออกมามากกว่าข้างปกติถึงประมาณ 20 เท่า
  2. การอักเสบเรื้อรัง: เนื้อซิลิโคนที่รั่วไหลออกมาจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการอักเสบ (Inflammation) โดยพบเซลล์เม็ดเลือดขาว (Lymphocytes) และเซลล์ที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม (Giant cells) จำนวนมากในเนื้อเยื่อรอบซิลิโคน
  3. โพรงพังผืดหนาตัว: ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาหุ้มหนาขึ้น โดยพบว่าพังผืดในข้างที่ซิลิโคนแตกมีความหนามากกว่าข้างปกติเกือบเท่าตัว (เฉลี่ย 926 ไมครอน เทียบกับ 526 ไมครอน) ซึ่งนำไปสู่อาการหน้าอกแข็งและผิดรูปในที่สุด

ที่ ฮารุคลินิก โคราช เราให้บริการศัลยกรรมเสริมหน้าอกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกวัสดุทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาวสำหรับผู้รับบริการทุกท่าน


อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัย:

Bak EEF, et al. Breast Implant Rupture is Strongly Associated with Capsular Contracture: An Intrapatient Study. Plast Reconstr Surg. Accepted for publication. 10101010

ซิลิโคนแตกเสี่ยง “นมแข็ง” จริงไหม? เจาะลึกงานวิจัยล่าสุด ข้อควรรู้ก่อนและหลังเสริมหน้าอก Read More »

Scroll to Top