หนึ่งในความกังวลใจที่สุดของผู้ที่กำลังตัดสินใจเสริมหน้าอก หรือผู้ที่เสริมหน้าอกไปนานแล้ว คือ เรื่องของ “ซิลิโคนแตก” (Implant Rupture) และ “พังผืดรัดแกน” (Capsular Contracture) หรืออาการนมแข็งผิดรูป ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย
วันนี้ ฮารุคลินิก คลินิกศัลยกรรมความงาม โคราช จะพามาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสองภาวะนี้ ผ่านงานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารศัลยกรรมตกแต่งระดับสากล Plastic and Reconstructive Surgery เพื่อให้คุณวางแผนการทำสวยได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น
ภาวะ “ซิลิโคนแตก” สัมพันธ์กับ “พังผืดรัดแกน”
จากการศึกษาเปรียบเทียบในผู้ป่วยรายเดียวกันที่มีข้างหนึ่งซิลิโคนแตกและอีกข้างปกติ จำนวน 105 ราย พบว่า:
- ความเสี่ยงที่สูงขึ้น: ผู้ที่มีภาวะซิลิโคนแตก มีโอกาสเกิดพังผืดรัดแกน สูงกว่าข้างที่ซิลิโคนไม่แตกอย่างมีนัยสำคัญ
- ตัวเลขที่น่าตกใจ: ในกลุ่มที่ซิลิโคนแตก พบว่ามีถึง 50% ที่เกิดอาการพังผืดรัดแกน ในขณะที่ข้างที่ซิลิโคนปกติพบเพียง 24%
ทำไมซิลิโคนแตกถึงทำให้นมแข็ง?

กลไกการเกิดปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่งานวิจัยได้อธิบายสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้:
- การรั่วไหลของเนื้อเจล: เมื่อเปลือกซิลิโคนฉีกขาด และเกิดการรั่วไหลของเนื้อซิลิโคนออกมาสู่โพรงหน้าอก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าในข้างที่แตกมีปริมาณซิลิโคนรั่วไหลออกมามากกว่าข้างปกติถึงประมาณ 20 เท่า
- การอักเสบเรื้อรัง: เนื้อซิลิโคนที่รั่วไหลออกมาจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการอักเสบ (Inflammation) โดยพบเซลล์เม็ดเลือดขาว (Lymphocytes) และเซลล์ที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม (Giant cells) จำนวนมากในเนื้อเยื่อรอบซิลิโคน
- โพรงพังผืดหนาตัว: ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาหุ้มหนาขึ้น โดยพบว่าพังผืดในข้างที่ซิลิโคนแตกมีความหนามากกว่าข้างปกติเกือบเท่าตัว (เฉลี่ย 926 ไมครอน เทียบกับ 526 ไมครอน) ซึ่งนำไปสู่อาการหน้าอกแข็งและผิดรูปในที่สุด
ที่ ฮารุคลินิก โคราช เราให้บริการศัลยกรรมเสริมหน้าอกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกวัสดุทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาวสำหรับผู้รับบริการทุกท่าน
อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัย:
Bak EEF, et al. Breast Implant Rupture is Strongly Associated with Capsular Contracture: An Intrapatient Study. Plast Reconstr Surg. Accepted for publication. 10101010




