วิตามิน D ต่ำ ทำให้ผมบางจริงไหม?

วิตามิน D ต่ำ ทำให้ผมบางจริงไหม?

Table of Contents

เมื่อพูดถึงวิตามินบำรุงผม ชื่อของ “ไบโอติน” (Biotin) หรือ “ซิงค์” (Zinc) มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ แต่จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ระยะหลังพบว่า มีสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวงจรการงอกของเส้นผม และคนไทยจำนวนมากกำลังขาดโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “วิตามิน D”

ฮารุคลินิก โคราช จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมวิตามินที่ได้จากแสงแดดชนิดนี้ ถึงกลายเป็นกุญแจสำคัญของการรักษาภาวะผมบาง และทำไมการซื้อทานเองจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดี

ความสัมพันธ์ระหว่าง “วิตามิน D” และ “รากผม”

หลายคนเข้าใจว่าวิตามิน D มีหน้าที่เพียงเสริมสร้างกระดูกและภูมิคุ้มกัน แต่ในความเป็นจริง บริเวณรากผม (Hair Follicle) ของมนุษย์ มีตัวรับสัญญาณที่เรียกว่า Vitamin D Receptor (VDR) อยู่จำนวนมาก

หน้าที่ของตัวรับสัญญาณนี้คือการรับวิตามิน D เข้ามากระตุ้นให้รากผมมีการสร้างเส้นผมใหม่ และช่วยยืดอายุของเส้นผมให้อยู่บนหนังศีรษะนานขึ้น หากร่างกายขาดวิตามิน D ตัวรับสัญญาณนี้จะไม่ทำงาน ส่งผลให้:

  1. การสร้างเส้นผมใหม่ชะงักงัน
  2. เส้นผมเดิมหลุดร่วงง่ายขึ้น
  3. เกิดภาวะผมบางทั่วศีรษะ หรือผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) ในบางราย

แดดเมืองไทยร้อนขนาดนี้ คนไทยขาดวิตามิน D ได้อย่างไร?

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตเมืองร้อน แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันเปลี่ยนไป การทำงานในอาคารตลอดทั้งวัน การหลีกเลี่ยงแสงแดด และการทาครีมกันแดดอย่างเข้มข้น ล้วนปิดกั้นไม่ให้รังสียูวีบี (UVB) สัมผัสผิวหนังเพื่อสังเคราะห์วิตามิน D ได้อย่างเต็มที่ จึงพบผู้ที่มีภาวะพร่องวิตามิน D ได้บ่อยครั้งในกลุ่มคนวัยทำงาน

ทำไมไม่ควรซื้อวิตามิน D มาทานเองโดยไม่ตรวจเลือด?

ทำไมไม่ควรซื้อวิตามิน D มาทานเองโดยไม่ตรวจเลือด?

แม้จะทราบว่าวิตามิน D ดีต่อเส้นผม แต่การเดินไปร้านขายยาเพื่อซื้อมาทานเองทันที อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก ด้วยเหตุผลสำคัญทางเภสัชวิทยา:

  1. วิตามิน D ละลายในไขมัน (Fat Soluble): ต่างจากวิตามิน C หรือ B ที่ขับออกทางปัสสาวะได้หากทานเกิน แต่วิตามิน D หากได้รับมากเกินความจำเป็น จะสะสมในตับและเนื้อเยื่อไขมัน จนเกิดภาวะเป็นพิษ (Vitamin D Toxicity) ส่งผลเสียต่อไตและระดับแคลเซียมในเลือด
  2. แต่ละคนต้องการไม่เท่ากัน: ระดับวิตามิน D ในเลือดของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอาจแค่ “พร่อง” แต่บางคนอาจถึงขั้น “ขาดรุนแรง” การทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้น หรือได้รับมากเกินไปจนเกิดผลเสีย

แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

ขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหาผมบางที่สงสัยว่าเกิดจากการขาดวิตามิน คือการ “เจาะเลือดตรวจหาระดับวิตามิน D” (25-hydroxy vitamin D test) เพื่อให้ทราบค่าที่แท้จริง

หากผลตรวจระบุว่าระดับวิตามินต่ำกว่าเกณฑ์ แพทย์จะสามารถคำนวณปริมาณวิตามินที่ต้องเสริม (Supplementation Dose) ได้อย่างแม่นยำ เพื่อดึงระดับวิตามินให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติโดยเร็วและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

สำหรับชาวโคราชที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง และสงสัยว่าตนเองอาจขาดวิตามิน D สามารถเข้ามาตรวจวิเคราะห์เลือดและสภาพเส้นผมได้ที่ ฮารุคลินิก (Haru Clinic) การรักษาที่ตรงจุดโดยอ้างอิงจากผลทางห้องปฏิบัติการ จะช่วยประหยัดเวลาและให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าการคาดเดา

FAQ: 3 คำถามพบบ่อย เรื่องวิตามิน D และเส้นผม

A: การตากแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามิน D ได้บ้าง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพรากผม แต่ในผู้ที่มีภาวะ “ขาดวิตามิน D” อย่างชัดเจน การตากแดดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะดึงระดับวิตามินให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ทันท่วงที แพทย์มักพิจารณาการทานวิตามินเสริมร่วมด้วยจะเห็นผลชัดเจนกว่า

A: แหล่งอาหารที่มีวิตามิน D สูง ได้แก่ ปลาที่มีไขมันสูง (เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู) ไข่แดง เห็ดบางชนิด และนมที่เสริมวิตามิน การทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำช่วยรักษาระดับวิตามินในร่างกายได้ แต่หากขาดรุนแรง การทานอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

A: ไม่ทันที วงจรเส้นผมต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู หากสาเหตุผมร่วงเกิดจากการขาดวิตามิน D จริง หลังจากได้รับวิตามินเสริมจนระดับในเลือดปกติแล้ว จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าผมร่วงน้อยลงและมีลูกผมใหม่ขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล

Scroll to Top